มาร่วมกันตรวจสอบพฤติกรรมสุนัขของคุณว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

พฤติกรรมสุนัขเป็นโรคซึมเศร้า

คนสามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้สุนัขก็สามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน ซึ่งการซึมเศร้าของสุนัขก็จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่เขาได้พบเจอเช่นกันกับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการย้ายบ้านหรือมีการเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามาในบ้าน ซึ่งพฤติกรรมของโรคซึมเศร้าก็จะแสดงผ่านออกมาให้เห็นทางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีแรงที่จะเดิน ไม่ชอบขยับตัว หรือเบื่ออาหาร ซึ่งแน่นอนว่าการดูแลเฉพาะเรื่องอาหารการกินที่อยู่อาศัยเพียงแค่นั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากหากเรานำสุนัขมาเลี้ยงแล้วก็เหมือนเขาเป็นหนึ่งในครอบครัวฉะนั้นการดูแลในเรื่องสุขภาพจิตใจก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเช่นกัน ฉะนั้นเรามาร่วมกันตรวจสอบพฤติกรรมของสุนัขกันดีกว่าครับว่าสุนัขของเรานั้นกำลังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่หรือไม่ โดยพิจารณาจากสิ่งดังนี้  1. การสังเกตจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป – โดยปกติแล้วหากสุนัขมีสุขภาพจิตใจที่ปกติและมีความสุขทั่วไปเขาก็จะชอบเข้าสังคมและชอบอยู่ใกล้เจ้าของเป็นอย่างมาก โดยพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ว่าเขามีความสุขก็คือตอนที่เขาเห็นคุณกลับบ้านนั่นเอง แต่กลับกันหากสุนัขอยู่ในสภาพจิตใจที่ไม่สมบูรณ์หรือสุนัขมีโรคซึมเศร้า ก็จะส่งผลให้เขามีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปเช่นเขาอาจจะตีตัวออกห่างจากรองมากขึ้น กระดิกหางน้อยลง หรือไม่ชอบทำกิจกรรมในแบบที่เคยชอบ – สังเกตว่าสุนัขมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหรือไม่ จากปกติที่เคยร่าเริงแจ่มใส ชอบวิ่งเล่นเวลาโยนลูกบอลให้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปกลายเป็นนิ่งเฉยโยนบอลให้เท่าไหร่ก็ไม่เล่น หรือแม้แต่พาออกไปเดินสวนสาธารณะนอกบ้านก็ชอบนั่งชอบนอนไม่ชอบเดิน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าผิดปกติอย่างมากทีเดียว – สังเกตการณ์กินที่เปลี่ยนไป อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าสุนัขก็เหมือนคนที่เมื่อคนเวลาเศร้าก็จะไม่ชอบกินอาหารหรือกินอาหารไม่ลง นั่นแหละครับสุนัขก็เหมือนกัน เนื่องจากหากสุนัขเครียด หรือไม่มีความสุขก็จะส่งผลให้เขาไม่อยากอาหารหรือเบื่ออาหาร ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้น้ำหนักลงอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกันครับ – สังเกตจากพฤติกรรมทำลายข้าวของภายในบ้าน ซึ่งโดยปกติแล้วหากสุนัขโตขึ้นกันทำลายข้าวของในบ้านก็จะลดลงเนื่องจากเขารู้ภาษามากขึ้น แต่สำหรับสุนัขที่มีอาการเป็นโรคซึมเศร้านั้นกลับกัน เนื่องจากพฤติกรรมการทำลายข้าวของเหล่านี้ เป็นสัญญาณบอกว่าเขากำลังได้รับการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอซึ่งอาจจะนำไปสู่โลกซึมเศร้าได้ และอีกอย่างที่กำลังบอกอยู่ก็คือสนใจฉันหน่อยได้ไหม ซึ่งเราก็จะสามารถตอบสองเขาได้ด้วยการพาเขาไปเดินเล่น หรือเล่นกับเขาบ้างก็จะช่วยให้เขาหายเครียดมากขึ้นครับ 2. การสังเกตจากภาษากาย – โดยปกติทั่วไปแล้วสุนัขจะมีดวงตาที่กลมโตและสดใส หรือหากไม่กลมโตเขาก็จะมีความขี้เล่นอยู่ในตาเสมอ แต่หากสุนัขที่เป็นโรคซึมเศร้าก็จะกลับกันเนื่องจากปลาสุลักษณ์เจอรี่ลง เหมือนกับเขากำลังเจ็บปวดอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นพฤติกรรมที่กำลังแสดงบอกว่าเขากำลังซึมเศร้าอยู่นั่นเอง – โดยปกติแล้วสุนัขทั่วไปจะตื่นตัวและตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้างอยู่เสมอซึ่งสิ่งนั้นก็จะทำให้หูของเขาตั้งอยู่ตลอดเวลาเพื่อฟังเสียงรอบข้าง ได้กลับกันสำหรับสุนัขที่เป็นโรคซึมเศร้าเขาจะไม่ยอมขยับหูเพื่อตอบสนองกับเสียงที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังบอกว่าเขาไม่สนใจสิ่งอื่นเลย […]

ทำยังไงให้แมวจรเชื่อง?

แมวจร

เราจะสังเกตได้ว่าแมวจรส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนรักเวลาเห็นคนทีไรก็จะหนีท่าเดียว แต่จะทำยังไงในเมื่อแมวจรแต่ละตัวนั้นน่ารักซะเหลือเกิน โดยแมวจรนั้นบางตัวก็เกิดตามข้างถนนหรือบางตัวก็อาจจะเกิดที่มีเจ้าของแต่ถูกนำมาทิ้ง ซึ่งแมวจรส่วนใหญ่นี้ก็จะมีนิสัยที่หวาดระแวงกลัวคน ทำให้เวลาเราเข้าไปใกล้เขาก็อาจจะข่วนเราก็เป็นได้ แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่าในปัจจุบันผู้คนนิยมหันมาเลี้ยงแมวมากขึ้นและก็คำนึงถึงแมวหรือสุนัขจอห์นกันมากขึ้น เลยส่งผลให้บางคนอาจจะต้องการนำแมวจรมาเลี้ยงที่บ้าน จะหลายคนก็อาจจะยังสงสัยอยู่ว่าเราควรจะทำยังไงให้แมวจรเชื่องดี วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ทุกคนครับ 1. การพาแมวจรเข้าบ้าน หลังจากการที่เราได้จับเข่าหรือทำการหลอกล่อเจ้าเหมียวมาถึงบ้านแล้ว ก็ให้ผู้เลี้ยงทำการจัดเตรียมที่อยู่อาศัยให้เจ้าเหมียวเป็นให้เรียบร้อย โดยในช่วงแรกควรที่จะให้เจ้าแมวจรอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดก่อนเพื่อให้เข้าทำการคุ้นเคยกับคุณและกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไป เนื่องจากในตอนที่เขาเป็นแมวจรเข้าอยู่บนโลกที่กว้างใหญ่แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นชินฉะนั้นเขาจึงต้องการเวลาในการปรับตัวสักเล็กน้อย โดยสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้ก็คือห้องน้ำ ชามอาหาร ชาวน้ำ และของเล่นอีกสองถึง3ชิ้นเพื่อให้เขาเอาไว้ระบายความเครียด โดยในห้องที่จัดเตรียมไว้นั้นผู้เลี้ยงควรที่จะเช็กให้ดีว่าปิดประตูหน้าต่างให้สนิทแล้วเรียบร้อย และที่สำคัญภายในห้องนั้นไม่ควรที่จะเป็นห้องโล่งมากจนเกินไปแต่ควรที่จะมีมุมสักมุมหนึ่งไว้ให้สำหรับแมวซ่อนตัวหรืออาจจะเป็นการหาลังกระดาษมาไว้ให้เขาก็ได้เช่นกัน และในการทำความคุ้นเคยในเบื้องต้นนั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าแมวทำการรู้จักกันผ่านกลิ่น ฉะนั้นเราก็จะต้องใช้วิธีเดียวกันด้วยการจัดเตรียมเสื้อผ้าเก่าๆ ของเราหรือของใช้ที่มีกลิ่นเราไปไว้ที่ที่อยู่ใกล้เขาเพื่อให้เขาได้กลิ่นของคุณเขาก็จะทำความคุ้นเคยของคุณจากกลิ่นนั่นเอง 2. การฉีดวัคซีน ในขั้นตอนนี้อาจจะแยกซักเล็กน้อยสำหรับแมวที่ไม่คุ้นชินกับคนหรือแมวที่เราไม่อาจจะสามารถจับตัวเขาได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรผู้เลี้ยงก็ควรที่จะหลอกล่อแมวให้ได้เพื่อพาเขาไปฉีดวัคซีน เนื่องจากการฉีดวัคซีนการตรวจถ่ายพยาธิ การตรวจหาโรคในแมวถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ซึ่งหากยิ่งบ้านไหนที่มีแมวอยู่ด้วยแล้วละก็ควรที่จะคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษเนื่องจากแมวจรเราไม่รู้ว่าเขาได้รับเชื้อมาจากที่ไหนบ้างซึ่งอาจจะทำให้เขามีโรคอยู่แล้วและยิ่งนำมาติดกับแมวที่อยู่ในบ้านก็อาจจะยิ่งทำให้แพร่กระจายได้ง่าย ซึ่งจะแย่ไปกันใหญ่ สิ่งสำคัญในการที่จะทำให้แมวจรเชื่องได้ง่ายขึ้น คือวิธีการง่ายๆ ด้วยการทำหมัน เนื่องจากอย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อแมวทำหมันก็จะสงบลง และขี้อ้อนมากขึ้น สิ่งนี้ใช้ได้กับแมวจรเช่นกันครับ ซึ่งหากเขาไม่เชื่อใจคุณ หรือเขาอาจจะไม่รู้ว่าเรารักเขาเหมือนกับแมวที่เราเลี้ยงอยู่ประจำแต่อย่างน้อยเขาก็จะรับรู้ได้ว่าเราคือคนที่ให้อาหารเขานั่นเอง 3. การดูแลแมวจร สำหรับการดูแลแมวจรในช่วงแรกอาจจะเป็นเรื่องยากสักเล็กน้อยเพราะว่าด้วยความเป็นแมวจรก็จะมีนิสัยที่ขี้ระแวงและหวาดกลัวฉะนั้นการสัมผัสตัวก็อาจจะต้องเป็นข้อต้องห้ามในช่วงแรก ซึ่งช่วงแรกนี้ที่เราจับต้องไม่ได้ก็ควรที่จะปล่อยให้เข้าสำรวจบ้านและทำความคุ้นเคยกับบ้านใหม่ไปซะก่อน แต่แม้ว่าเราจะสัมผัสเขาไม่ได้ในช่วงนี้เราก็ควรที่จะให้เขาเห็นหน้าเราในทุกๆ วันเพื่อให้เขาเกิดความเคยชินเอาอาหารไปให้ หรือไปนั่งมองหน้าเขา กระพริบตาใส่เขาก็ได้เช่นกัน แต่ต้องระวังไว้ว่าช่วงที่ห้ามจับตัวก็คือห้ามอุ้มเด็ดขาดไม่งั้นคุณอาจจะโดนกัดหรือโดนข่วนได้ เมื่อเริ่มชินหน้ากันขึ้นแล้ววิธีการต่อมาก็คือการเล่นกับแมวจรเหมือนกับการเล่นกับแมวเลี้ยงทั่วไป เนื่องจากวิธีนี้นี่แหละครับที่จะสามารถสร้างความสนิทได้แบบเชื่อใจเลยทีเดียว ด้วยการใช้ไม้ตกแมวของเล่นชิ้นเล็กๆ ก็สามารถหลอกล่อแมวให้เล่นกับคุณได้แล้ว แต่ก็ควรระวังด้วยเช่นกันหากแมวกระโดดสูงเกินไปหรือแมวเล็บยาวเกินไปอยู่แล้วกว่าจะทำให้เราได้รับบาดเจ็บได้ […]

ทำความเข้าใจกับวิธีการอาบน้ำให้เจ้าหนูแฮมสเตอร์ 

หนูแฮมสเตอร์ 

สำหรับคนที่เลี้ยงเจ้าหนูแฮมสเตอร์อาจจะเคยเจอปัญหาที่ได้กลิ่นเหม็นจากคอกหมูแต่จริงๆแล้วคอกนั้นกลับไม่มีกลิ่น แต่เป็นเจ้าหนูแฮมสเตอร์ของเราต่างหากล่ะที่กำลังตัวเริ่มเหม็นแล้ว เนื่องจากโดยปกติแล้วหนูแฮมสเตอร์ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำ  ซึ่งหากอาบน้ำให้กับหนูแฮมสเตอร์อย่างผิดวิธีก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของร่างกายเนื่องจากจะเป็นการล้างเอาน้ำมันธรรมชาติออกจากตัวเขานั่นเอง ฉะนั้นสำหรับบทความนี้ผมจึงจะมาแนะนำวิธีการอาบน้ำเจ้าน้อยแฮมสเตอร์ที่ถูกต้องให้เพื่อนๆได้ทราบกันครับ โดยผมจะแนะนำเป็นสองวิธีวิธีแรกคือวิธีที่ยังไม่ต้องอาบน้ำด้วยการใช้น้ำโดยตรง แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากตัวสกปรกมากก็สามารถอาบน้ำได้ด้วยตามเวทีที่สองดังนี้ 1. การอาบน้ำด้วยวิธีอื่น ที่ไม่ใช่การอาบด้วยน้ำ – โดยปกติแล้วอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าหนูแฮมสเตอร์ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการอาบน้ำโดยตรง เนื่องจากหากได้รับการอาบน้ำจากสารเคมีหรือสบู่หรือแชมพูก็อาจจะทำให้ไปล้างคราบน้ำมันธรรมชาติออกจากตัวแฮมสเตอร์ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเขาได้นั่นเอง แต่ในขณะเดียวกันหากมีกลิ่นแรงผู้เลี้ยงก็ควรที่จะสังเกตหนูแฮมสเตอร์ของตัวเองด้วยว่าเขาอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์หรือไม่เนื่องจากแฮมสเตอร์เพศเมียจะมีกลิ่นที่แรงขึ้นในช่วงนั้นนั่นเองครับ – หมั่นทำความสะอาดกรงให้บ่อยขึ้น นี่ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เจ้าหนูแฮมสเตอร์ของเราตัวหอมขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยให้กรงสะอาดเอี่ยมอยู่เสมออีกด้วย โดยก่อนที่เราจะตัดสินใจอาบน้ำให้แฮมสเตอร์ของเรานั้นผมอยากให้ลองเปลี่ยนกิจวัตรในการทำความสะอาดลงของเขาดูก่อนว่าหากทำความสะอาดแล้วกลิ่นนั้นดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากกลิ่นหายหรือดีขึ้นแสดงว่ากลิ่นนั้นมาจากกล้องของแฮมสเตอร์ไม่ใช่จากตัวเขานั่นเอง – หากผู้เลี้ยงพิจารณาแล้วว่าแฮมสเตอร์ของเรานั้นสกปรกแต่ว่าไม่ได้ร้ายแรงมากนัก ควรที่จะเลือกใช้ทรายในการอาบน้ำก็เพียงพอ ซึ่งทรายนี้อาจจะเลือกซื้อทรายสำหรับหนูชินชิล่าที่ร้านค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงมาจากนั้นเทลงไปในถ้วยขนาดเล็กๆให้เพียงพอสำหรับตัวของหนูแฮมสเตอร์ แต่ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทรายนั้นจะไม่เป็นฝูงผลซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบหายใจของหนูแฮมสเตอร์ได้ เมื่อเราเทลงชามเรียบร้อยแล้วก็เอาลงแฮมสเตอร์ลงไปวางในชามเขาก็จะทำการกลิ้งไปกลิ้งมาเพื่อทำความสะอาดร่างกายของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามชามที่รอใส่ทรายเพื่อให้เข้าทำความสะอาดนี้ไม่ควรที่จะตั้งไว้ในกรงของเขาทุกวันเนื่องจากเขาอาจจะเปลี่ยนจากที่อาบน้ำให้กลายเป็นสุขาได้ 2. การอาบน้ำด้วยการใช้ผ้าเปียก วิธีนี้สามารถทำได้ด้วยหากผู้เลี้ยงพิจารณาแล้วว่าควรที่จะเช็ดคราบหรือมีสิ่งสกปรกติดตัวของเจ้าหนูแฮมสเตอร์ลาวด้วยการเติมน้ำอุณหภูมิห้องสองถ้วยลงไปในอ่างอาบน้ำจากนั้นใช้แชมพูที่ได้ทำการเลือกมาว่าปลอดภัยแล้วสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ไม่มีกลิ่นลงไปหนึ่งหยด จากนั้นให้ดูว่าแชมพูที่เราเทลงไปนั้นมีฟองหรือไม่ถ้ามีฟองแสดงว่าแชมพูมีปริมาณที่มากเกินไปก็ให้ทำการเริ่มผสมไหม หลังจากที่เตรียมแชมพูผสมน้ำเรียบร้อยแล้วก็ให้นำผ้าลงไปชุบกับน้ำให้มัดหมาดจากนั้นนำผ้ามาเช็ดทำความสะอาดแฮมสเตอร์ได้ปกติ ซึ่งวิธีในการทำความสะอาดนี้ก็ควรที่จะเช็ดไปตามแนวขนของหนูแฮมสเตอร์ไม่ควรจะเช็ดย้อนขนขึ้นไปเนื่องจากอาจจะทำให้เกิดการเสียดสีกับผิวหนังของเขาซึ่งอาจจะส่งผลอันตรายได้ จากนั้นให้นำผ้าขนหนูที่แห้งมาเช็ดซ้ำอีกรอบเพื่อที่จะได้เช็คน้ำหรือว่าเช็ดความเปียกชื้นนั้นออกไปซึ่งเมื่อเรียบร้อยแล้วก็สามารถนำหมูหนูแฮมสเตอร์ของร่างกลับเข้าไปในกรุงได้ทันที แต่ควรตรวจสอบด้วยว่าบริเวณที่วางกรงหลังจากที่เราทำการเช็ดตัวเขาแล้วนั้นไม่มีกระแสลมเย็นพัดผ่าน ซึ่งหากเป็นไปได้ควรจะเป็นบริเวณที่มีความอุ่นมากกว่าปกติเนื่องจากหลังจากที่เราเช็ดตัวเขาแล้วตัวเขาอาจจะยังเหลือความชื้นอยู่ซึ่งอาจจะส่งผลให้หนูแฮมสเตอร์ของเราไม่สบายได้ครับ 3. การอาบน้ำหนูแฮมสเตอร์ เมื่อพิจารณาแล้วว่าการอาบน้ำให้เจ้าหนูแฮมสเตอร์ของเราเป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ โดยยกตัวอย่างเช่นหนูแฮมสเตอร์อาจจะร่วงลงไปสัมผัสกับบริเวณที่เป็นสารพิษอันตราย อย่างเช่นน้ำยาล้างเล็บ น้ำยาทำความสะอาดฆ่าเชื้อ เรื่องอาจจะเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ ซึ่งสารพิษชนิดเหล่านี้เราสามารถทำความสะอาดให้เค้าได้แต่หากเป็นสารพิษหรือคราบประเภทอื่นๆที่เราไม่สามารถที่จะใช้น้ำลูบได้โดยตรงแบบนั้นก็ควรที่จะพาแฮมเตอร์ของเราไปพบสัตวแพทย์ทันที และหากเราพบว่าเขามีความสกปรกหรือสัมผัสกับสารพิษและไม่ได้เช็ดออกให้เขาทันทีหลังจากที่เข้าไปโดนแล้วเขาอาจจะอยากทำความสะอาดตัวเองด้วยการเลียคนซึ่งหากเขากินสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นเข้าไปก็อาจจะส่งผลให้มีอาการปวดท้องซึ่งก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาด้วยเช่นกัน ฉะนั้นวิธีในการอาบน้ำควรที่จะเตรียมชามที่มีขนาดพอดีไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไปสำหรับอาบน้ำหนูแฮมสเตอร์จากนั้นให้เทน้ำอุ่นลงไปประมาณสองถึง3เซนติเมตร จากนั้นนำตัวของหนูแฮมสเตอร์ลงไปและอาบน้ำเบาๆด้วยน้ำเปล่า เพื่อให้ตัวเขาเปียกชุ่มก่อนเป็นอย่างแรก  หลังจากที่ตัวเขาเปียกแล้วก็ให้บีบแชมพูสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีกลิ่นลงไปในน้ำ แต่ใช้เพียงนิดเดียวเท่านั้น โดยจะเลือกใช้ผ้าชุบน้ำในการเช็ดขนบริเวณที่สกปรกโดยใช้แปรงสีฟันเก่าๆที่มีขนนุ่มถูบริเวณนั้นก็ได้ แต่ขอควรที่จะระวังก็คือไม่ควรที่ให้น้ำโดนหน้าหรือใกล้เข้าหน้าแคมป์สเตอร์เกลื่อนไป หลังจากที่ล้างแชมพูอะไรเรียบร้อยแล้วและมั่นใจว่าสะอาดก็ค่อยใช้น้ำเปล่าๆที่ค่อนข้างอุ่นเทลงไปอีกครั้งเพื่อล้างสบู่ออกให้จนหมด จากนั้นเช็ดหนูแฮมสเตอร์ให้แห้งด้วยผ้าขนหนูที่นุ่ม และแน่นอนว่าก็ต้องเช็ดตามคนให้ถูกต้องด้วยหลังจากนั้นก็สามารถนำหนูแฮมสเตอร์เข้าไปในบ้านเขาเป็นที่เรียบร้อยครับ

เคล็ดลับการดูแลสุนัขพันธุ์ปั๊ก

สุนัขพันธุ์ปั๊ก

สุนัขพันธุ์ปั๊กถือเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่เป็นที่รักของหลายๆ คน โดยนิสัยที่น่ารักเป็นมิตรแถมยังชอบแสดงความรักกับเจ้าของ จึงทำให้หลายๆ คนตกหลุมรักเข้าอย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามสำหรับสุนัขสายพันธุ์ปั๊กนี้เขาต้องการการดูแลค่อนข้างที่จะพิเศษ หากเราต้องการให้เขามีสุขภาพดีและมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกิจกรรมอย่างเหมาะสม รวมไปจนถึงการดูแลในเรื่องความสะอาดที่จำเป็น โดยวันนี้ผมได้นำเคล็ดลับการดูแลสุนัขพันธุ์ปากมาฝากกันดังนี้ครับ 1. การดูแลเรื่องความสะอาดสำหรับสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก เนื่องจากรอยย่นบนหน้าของสุนัขพันธุ์ปั๊กนั้นค่อนข้างลึกและเห็นได้ชัดฉะนั้นจึงอาจเป็นแหล่งเก็บสะสมของสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำลาย ฝุ่น หรือสิ่งสกปรก ที่อาจจะส่งผลให้มีการระคายเคืองหรือส่งกลิ่นเหม็นได้ในภายหลัง ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงควรทำความสะอาดในบริเวณนี้อยู่เสมอเพื่อความสะอาดและกลิ่นที่พึงประสงค์อยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้คัตเตอร์บัตลูกบริเวณที่ยนต์ข้างจมูกและรอบดวงตาอย่างระมัดระวัง ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้บ่อยตามความต้องการเลยครับ การดูแลความสะอาดด้วยการแปลงคนก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับสุนัขพันธุ์ปั๊กแม้เขาจะมีขนที่สั้นก็ตาม โดยการหวีหรือแปรงขนนั้นควรที่จะแปรงขนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองครั้งต่อสัปดาห์ด้วยหวีสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากการหวีจะช่วยในเรื่องของสุขภาพผิวหนังแล้วยังช่วยในเรื่องของลดความเครียดของสุนัขได้และยังช่วยลดการหลุดร่วงของขนได้อีกด้วย สำหรับอีกอย่างที่สำคัญก็คือการดูแลความสะอาดของใบหู แม้หูของสุนัขสายพันธุ์ปั๊กจะมีใบหูที่เล็กจิ๋วแต่ข้างในนั้นก็มีพื้นที่เพียงพอที่จะกักเก็บฝุ่นหรือสิ่งสกปรกไว้พอสมควร ซึ่งหากไม่ดูแลความสะอาดก็อาจจะทำให้ มีคิ้วหูตันหรืออาจจะทำให้หูเหม็น ทั้งโรคอื่นๆ ตามมาได้อีกด้วย ซึ่งในการทำความสะอาดนั้นก็ควรที่จะทำความสะอาดด้วยน้ำยาเฉพาะทางหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ ด้วยการบีบน้ำยาเข้าไปในหูแล้วก็ค่อยๆ นวดหูทีละนิดทีละนิดเพื่อให้น้ำยาได้ทำปฏิกิริยากับสิ่งสกปรกภายในจากนั้นจึงใช้คัตเตอร์บัตค่อยๆ กวาดสิ่งสกปรกออกมาอย่างเบามือ สำหรับการอาบน้ำนั้นจริงๆ แล้วไม่ต้องบ่อยก็ได้เนื่องจากหากไม่สกปรกก็ไม่จำเป็นจะต้องอาบ แต่อย่างน้อยการอาบน้ำก็ควรที่จะอาบน้ำหนึ่งครั้งต่อเดือน ซึ่งแชมพูที่เลือกใช้ก็ควรที่จะเป็นแชมป์ผู้ที่มีความเหมาะสมและอ่อนโยนสำหรับสุนัข โดยเริ่มจากการ์ดล้างตัวสุนัขให้เปียกชุ่มไปทั้งตัวจากนั้นฟอกด้วยแชมพู โดยเฉพาะตามรอยย่นต่างๆ บนตัวของสุนัขพันธุ์ปากที่ต้องดูแลให้ทั่วถึง ซึ่งขั้นตอนในการที่ทำความสะอาดหลังจากที่ลงแชมพูแล้วก็ควรที่จะล้างด้วยน้ำเปล่าและถูให้ทั่วบริเวณตัวและรอยย่นต่างๆ และที่สำคัญอย่าลืมว่าห้ามเข้าดวงตาเด็ดขาดนะครับ อีกอย่างที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ก็คือสุนัขพันธุ์ปั๊กจำเป็นจะต้องตัดเล็บ เนื่องจากสุนัขพันธุ์ปั๊กนั้นไม่ควรที่จะมีเล็บยาวเหมือนสุนัขสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งคุณสามารถตัดได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้านหรืออาจจะพาไปตัดที่ร้านก็ได้เช่นกัน แต่หากต้องการตัดด้วยตัวเองนั้นก็ควรที่จะระมัดระวังเนื่องจากเล็บสุนัขก็จะมีส่วนบริเวณที่เป็นเล็บและมีส่วนบริเวณที่เป็นเนื้อ ซึ่งหากคุณตัดบริเวณที่เป็นเนื้อเขาอาจจะไปโดนเส้นเลือดซึ่งอาจจะส่งผลให้สุนัขเจ็บได้ 2. การให้อาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก เราจะสังเกตเห็นว่าสุนัขพันธุ์ปั๊กแต่ความอ้วนนั้นเป็นของคู่กัน แต่จริงๆ แล้วไม่ถูกต้องเลยล่ะครับแน่นอนว่าสุนัขพันธุ์ปั๊กนั้นชอบกิน […]

โรคที่พบได้บ่อยในสุนัข

โรคพบได้บ่อยสุนัข

หากผู้ที่เลี้ยงสุนัขต้องการให้สุนัขแสนรักของเราอยู่กับเราไปนานๆ ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลเอาใจใส่สุขภาพของสุนัขให้แข็งแรงอยู่เสมอ เนื่องจากหากผู้เลี้ยงเลี้ยงดูสุนัขให้มีสุขภาพให้แข็งแรงก็จะทำให้สุนัขมีการต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ ได้ยาก กลับกันหากสุนัขไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่เอาใจใส่ทั้งในเรื่องของจิตใจและสุขภาพก็จะทำให้สุนัขมีกำลังในการต้านทานโรคภัยต่างๆ ได้น้อย อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าการที่สุนัขจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเลยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก แต่อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงก็ควรดูแลสุนัขอย่างเต็มกำลัง เพื่อสุขภาพที่ยืนยาวของสุนัขที่เรารัก ดังนั้นวันนี้ผมจะมาพูดถึงโรคที่พบได้บ่อยในสุนัข รวมถึงวิธีการป้องกันและวิธีการรักษาโรคที่ถูกต้องที่เราควรรู้ โดยมีดังนี้ 1. โรคไข้หัด โรคนี้ถือเป็นโรคติดต่ออันดับ 1 ของสุนัขเลยก็ว่าได้ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมักจะเกิดขึ้นกับสุนัขที่มีอายุน้อย ตั้งแต่ 2-3 เดือนเป็นต้นไป แต่บางครั้งก็สามารถพบได้ในสุนัขที่มีอายุมากได้เช่นกัน นอกจากนี้โอกาสที่สุนัขจะหายจากโรคนี้ยังมีโอกาสที่ค่อนข้างต่ำมาก เนื่องจากมีน้อยตัวมากที่หาย แต่ถึงหายก็ไม่ปกติ ซึ่งปกติตัวที่หายจากโรคก็จะมีอาการทางประสาทที่จะติดตัวตลอดเช่น อาการกระตุกหรือชักตลอดชีวิต โดยปกติอาการของโรคนี้จะแสดงออกทางระบบหายใจก่อน คือ การมีขี้มูกเขียวไหล เหมือนปวดบวม มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีตุ้มหนองขึ้นบริเวณใต้ท้อง มีขี้ตาเกรอะกรังตลอดเวลา แต่เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะมีอาการทางประสาท คือ ปากสั่น กระตุก และจะลามไปบริเวณหนังหัว ใบหน้า ขาหลัง บางรายจะพบว่ามีอาการท้องร่วงร่วมด้วย และส่วนใหญ่ผลสุดท้ายของโรคนี้มักจะตาย ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่อันตรายต่อสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราอย่างมาก แต่การป้องกันก็สามารถทำได้ง่ายมาก ด้วยการพาสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 2 เดือน และหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนก็ต้องพาไปรับการวัคซีนเข็มที่ 2 […]

การปฐมพยาบาลสุนัขเบื้องต้น

การปฐมพยาบาลสุนัข

อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเนื่องจากเราอาจจะไม่ได้มานั่งเฝ้าสุนัขของเราทุกวัน ฉะนั้นแล้วผู้เลี้ยงจึงควรที่จะรู้วิธีในการปฐมพยาบาลสุนัขเบื้องต้นเอาไว้เพื่อช่วยชีวิตสุนัขก่อนที่พาไปพบแพทย์ ซึ่งอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยกับสุนัขก็อย่างเช่น รถชน กินยาเบื่อ ได้รับยาพิษ ก้างปลาหรือเศษกระดูกตำเหงือกหรือปาก ถูกแมลงต่อย ถูกไฟฟ้าช็อต นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถพบได้บ่อยด้วยไม่ว่าจะเป็น เป็นไข้ ซึม หรือแม้แต่ท้องเสียก็ตาม เราไปดูกันดีกว่าครับว่าแต่ละอาการที่ผมกล่าวมานี้ต้องรักษาเบื้องต้นอย่างไร้บ้าง 1. การห้ามเลือด การที่เลือดออกสามารถเป็นได้หลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากนิสัยที่ซุกซนของสุนัขที่ชอบวิ่งแล้วอาจจะชนเข้ากับบางอย่างเข้า หรือไม่ก็สามารถมาจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น ลำไส้อักเสบหรือถ่ายเป็นเลือด ฉะนั้นสิ่งที่ผู้เลี้ยงจะต้องทำอย่างแรกคือ การห้ามเลือด นั่นเอง ซึ่งไม่ว่าเลือดจะไหลด้วยสาเหตุใดก็ตามผู้เลี้ยงก็ควรที่จะห้ามเลือดให้สุนัขทันทีเนื่องจากเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าไปในแผล โดยวิธีการที่จะห้ามเลือดนั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำคือการล้างแผลด้วยสบู่และน้ำ จากนั้นสามารถใช้ผ้าก็อชหรือผ้าที่สะอาดกดบริเวณที่เลือดออกเพื่อเป็นการห้ามเลือด ซึ่งถ้าหากแผลไม่ลึกเลือดก็จะหยุดไหลเอง แต่หากแผลเกิดที่บริเวณหัวหรือลำตัวที่มีเลือดออกมากอาจจะเป็นการฉีกขาดของอวัยวะภายในได้ ผู้เลี้ยงต้องให้ใช้ผ้าก็อชกดที่ปากแผลหรือรัดเอาไว้ให้แน่นจากนั้นก็รีบนำส่งแพทย์ทันที หากได้รับบาดเจ็บหรือมีเลือดออกที่เท้าหรือขา ต้องใช้วิธีที่เรียกว่าขันชะเนาะ ด้วยการใช้เชือกหรือผ้าพันแผลรัดเหนือบาดแผลจากนั้นสอดดินสอหรือไม่จากนั้นรัดเชือกให้ตึงจนเลือดหยุดไหล แต่ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะคลายชะเนาะหรือคลายเชือกที่รักทุกๆ 10 นาที เพื่อให้เลือดได้ไหลเวียนมาเลี้ยงส่วนที่ถูกขันชะเนาะ หากไม่คลายออกบ้างเนื้อส่วนนั้นจะตายได้ แต่หากสุนัขมีการปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด และมีเหงือกซีดร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะเป็นอาการของเลือดตกภายใน ซึ่งสาเหตุก็มาได้จากหลายสาเหตุเช่น แผลในกระเพาะ โรคบิด หรืออาจจะได้รับสารพิษบางอย่าง ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรนำไปพบแพทย์ทันที 2. กระดูกหัก เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาสุนัขก็สามารถกระดูกหัดได้ ซึ่งอาจจะมีแผลหรือไม่มีแผลให้เห็นก็ได้เช่นกันไม่ว่าจะเป็น […]

การดูแลสุนัขเมื่อคลอด

การดูแลสุนัขคลอด

เมื่อผู้เลี้ยงต้องการผสมพันธุ์สุนัขจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลให้ดี เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่สุนัขและลูกสุนัขเอง โดยสุนัขจะเริ่มมีพฤติกรรมติดสัดเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป ฉะนั้นก่อนทำการผสมผู้เลี้ยงจึงควรบำรุงพ่อพันธุ์ด้วยการให้กินโปรตีนมากๆ ซึ่งได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อ หรือไข่ และควรพาพ่อพันธุ์ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้อ้วนหรือผอมจนเกินไป เนื่องจากสุนัขที่แข็งแรงก็จะสามารถผลิตตัวอสุจิที่แข็งแรงได้ ทำให้มีลูกได้หลายตัว ส่วนสุนัขตัวเมียก่อนที่จะทำการผสม ก็ควรดูแลให้มีสุขภาพที่ดี ซึ่งการเลี้ยงและดูแลแม่พันธุ์นั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสมบูรณ์ของแม่จะส่งผลต่อลูกสุนัขได้โดยตรง ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงควรบำรุงแม่พันธุ์ให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินอย่างเช่นวิตามินอีที่มีผลต่อการสืบพันธุ์และทำให้มีโอกาสในการผสมติดได้มากขึ้นด้วย แต่ไม่ควรเลี้ยงให้อ้วนจนเกินไปเนื่องจากจะส่งให้ผลสำเร็จน้อย แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรผสมเลยทันทีที่แม่พันธุ์เริ่มมีการเป็นสัดครั้งแรกเนื่องจากความสมบูรณ์ของร่างกายยังไม่เต็มที่มากนัก ควรเว้นไว้สัก 2 รอบของการเป็นสัดจึงค่อยทำการผสมเพื่อรอให้ร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ ฉะนั้นวันนี้ผมจะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจถึงการดูแลสุนัขในช่วงระยะต่างๆ ในระหว่างที่คลอดไปจนถึงหลังการคลอดแล้วว่าควรดูแลอย่างไรบ้าง โดยผมได้แยกหัวข้อดังนี้ การผสมพันธุ์สุนัข ในการผสมที่ดีนั้นควรเริ่มผสมประมาณวันที่ 10 -14 หลังการเป็นสัดคือในระยะที่ 2 ของการเป็นสัดนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วการผสมจะผสมครั้งเดียวก็พอ แต่ส่วนใหญ่แล้วหากต้องการให้ได้ผลแน่ๆ ก็จะทำการผสม 2 ครั้งโดยห่างกัน 24 ชั่วโมง หากในการผสมดูแล้วตัวผู้มีประสบการณ์สามารถทำเองได้ก็ปล่อยให้ทำเองตาธรรมชาติ แต่หากตัวผู้ไม่มีประสบการณ์ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องค่อยนำทางบ้างเป็นบางครั้งจนกว่าจะสำเร็จ ในการนำสุนัขตัวเมียไปผสมพันธุ์กับตัวผู้ที่อยู่ห่างไกลกัน ควรนำไปก่อนที่จะมีกำหนดผสมประมาณ 7 วันเพื่อให้สุนัขได้ทำความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปรวมถึงสุนัขตัวผู้ด้วยเช่นกัน และหลังจากที่ทำการผสมแล้ว 4 วันก็ควรทำการถ่ายพยาธิอีกครั้ง เมื่อสุนัขตั้งท้อง หากสุนัขท้องแล้วจะสามารถสังเกตได้หลังจากการทำการผสมแล้ว 1 […]

การดูแลที่อยู่อาศัยและการอาบน้ำสุนัข

อาบน้ำสุนัข

การเลี้ยงสุนัขก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ และปราศจากโรคภัยต่างๆ ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเลี้ยงให้เขามีที่อยู่อาศัยที่เป็นที่เป็นทางหรือมีกรง เป็นสัดส่วน ได้กินอาหารที่เหมาะสมและถูกต้อง ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยการรับวัคซีนตามกำหนดอย่าง ครบถ้วนนอกจากนี้การให้ความรัก ความเอ็นดู ความห่วงใยในการพาไปรักษาเมื่อสุนัขป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ก็จะทำให้สุนัขสุขภาพจิตที่ดีซึ่งส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเช่นกัน และยังส่งผลให้สุนัขมีการเจริญเติบโตที่ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย โดยมีรายละเอียดในการดูแลดังนี้ 1. ที่อยู่อาศัย สุนัขควรมีที่หลับนอนที่เป็นที่ทางและเป็นสัดเป็นส่วน แต่สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เลี้ยงแต่ละคนว่าต้องการเลี้ยงสุนัขในบ้านหรือนอกบ้าน โดยหากต้องการเลี้ยงนอกบ้านผู้เลี้ยงจะต้องจัดหาที่นอนให้เขาอย่าเหมาะสม เช่นอาจจะนำผ้านุ่มๆ หลายชั้นๆ ทำเป็นที่นอนซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ตามความเหมาะสมของขนาดตัวของสุนัข และนอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องยุงที่อาจเป็นพาหะนำโรคมาสู่สุนัขด้วย ฉะนั้นตัวกรงควรมีลวดที่สามารถกันยุงได้ มีหลังคากันลมกันฝนแต่ก็ยังคงต้องมีการถ่ายเทอากาศที่ดีอยู่เช่นกันเนื่องจากป้องกันการอับชื้นจะได้มีแสงแดดส่องเข้ามาในตอนกลางวันเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้เลี้ยงก็ยังคงต้องทำความสะอาดกรงอย่างสม่ำเสมออยู่เช่นกันหากต้องการเลี้ยงภายในบ้าน เรื่องที่ควรจะจัดการอย่างมากก็คือเรื่องการขับถ่ายที่ผู้เลี้ยงจะต้องฝึกฝนให้เขาขับถ่ายเป็นที่เป็นทางเพื่อความสะอาดภายในบ้าน โดยผู้เลี้ยงอาจจะฝึกให้เขาขับถ่ายหรือปัสสาวะใส่แผ่นรองเพื่อการทำความสะอาดที่ง่ายขึ้นก็ได้ หรือผู้เลี้ยงจะฝึกให้เขาขับถ่ายหรือปัสสาวะเป็นเวลาเฉพาะเวลาที่ออกไปข้างนอกก็ได้แต่การฝึกเช่นนี้ผู้เลี้ยงก็ต้องพาสุนัขออกจากบ้านเพื่อไปเดินเล่นในช่วงเวลาเดิมๆ ซ้ำๆ เพื่อให้เขาจำช่วงเวลาในการขับถ่ายได้ และเมื่อเขาปวดนอกเวลาเขาจะได้สามารถบอกเราได้ 2. การอาบน้ำ หากสุนัขได้รับความสะอาดอยู่เสมอก็จะส่งผลให้มีร่างกายที่แข็งแรงเช่นกัน และยังทำให้สุนัขน่าอุ้มเล่นและน่าเลี้ยงดูซึ่งก็จะส่งผลให้สุนัขมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากสุนัขสามารถเป็นโรคทางระบบหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะโรคปวดบวมที่อาจเป็นได้ง่าย นอกจากนี้หากสุนัขได้รับการอาบน้ำที่บ่อยเกินไปก็จะเป็นการล้างเอาไขมันที่เคลือบอยู่บนขนให้ออกมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการทำให้ขนและผิวของสุนัขแห้งทำให้คันและอาจเกิดแผลจากการเกาก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามดังนี้– สำหรับลูกสุนัขโดยปกติแล้วลูกสุนัขไม่ควรอาบน้ำหากไม่จำเป็นจริงๆ ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดให้แห้งเพื่อเช็ดทำความสะอาดก็ได้จากนั้นจึงใช้แปรงหรือหวีขนบ่อยๆ สิ่งนี้ก็สามารถรักษาความสะอาดได้เช่นกัน และโดยปกติแล้วจะเริ่มอาบน้ำให้สุนัขได้เมื่ออายุ 3 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาสุภาพของสุนัขว่ามีความสกปรกมากหรือไม่ หรือมีเห็บหมัดมากน้อยแค่ไหน หากอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องได้รับการอาบน้ำก็สามารถทำได้ทันที เพื่อป้องกันการระบาดของเห็บหมัด และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาโรคผิวหนังได้ด้วย– สำหรับสุนัขที่โตแล้วสุนัขที่โตแล้วสามารถอาบน้ำได้ทุกๆ 1-2 อาทิตย์หรือก็สามารถอาบน้ำได้เลยเมื่อเนื้อตัวเริ่มสกปรกแล้ว […]

อยากอาบน้ำแมวเลือกแชมพูยี่ห้อไหนดี : แนะนำแชมพูอาบน้ำแมว 2567

แชมพูอาบน้ำแมว 2567

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงอาจจะเข้าใจผิดอยู่บ้างว่าแมวจะต้องสะอาดตลอดเวลาแน่เลย เนื่องจากเวลาเราหันไปมองแมวทีไรก็จะเห็นว่าเขากำลังเลียขน หรือทำความสะอาดตัวเองทุกที และก็แน่นอนว่านั่นคือวิธีทำความสะอาดตัวเองด้วยการอาบน้ำด้วยตัวเองของแมว แต่ในความเป็นจริงนั้นมันไม่ได้สะอาดขนาดนั้นครับ เนื่องจากไม่ว่ายังไงเราก็ยังคงต้องอาบน้ำให้แมวอยู่ดี ซึ่งการอาบน้ำนอกจากจะช่วยให้แมวไม่มีปัญหาเรื่องผิวหนัง ลดปัญหาขนที่พันกันจนเกิดเป็นก้อน รวมไปจนถึงการขจัดกลิ่นเหม็นตามตัวออกจากแมวด้วย และแน่นอนว่าตามตลาดก็จะมีแชมพูอาบน้ำแมวให้เราได้เลือกซื้ออย่างมากมายหลายยี่ห้อ แต่เพื่อนๆ คงสงสัยกันว่าแล้วเราจะเลือกยี่ห้อไหนกันดีล่ะ ฉะนั้นในบทความนี้ผมได้รวบรวมมาไว้ให้แล้วครับ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการอาบน้ำแมว – แมวจำเป็นต้องอาบน้ำไหม? คำถามนี้ผมเชื่อว่าหลายๆ คนจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าแม่ก็เหมือนคนที่เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณผิวหนังก็จะมีการขับน้ำมันออกมาจนทำให้เส้นขนเกิดความเหนียวและไม่ฟูสวย นอกจากนี้ยังเกิดจากที่มีเศษสิ่งสกปรกหรือเศษฝุ่นมากมายที่เข้าไปเกาะอยู่ตามเส้นขนทำให้คนเป็นก่อน และยังส่งผลให้มีแมวของเรามีกลิ่นเหม็นอีกด้วย ฉะนั้นการอาบน้ำจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยชำระล้างคราบไขมันบนผิวหนังและบนขนของแมว รวมไปจนถึงสิ่งสกปรกเคสหลุดร่วงออกไปด้วย รวมไปจนถึงส่งผลให้ผิวของแมวมีความสะอาด และปราศจากโรคภัยด้วยครับ – สามารถเริ่มอาบน้ำแมวได้ตั้งแต่เมื่อไร? โดยปกติแล้วเราสามารถอาบน้ำแมวให้ได้ตั้งแต่แมวมีอายุประมาณ 3 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงต้องดูเรื่องสุขภาพความร่างกายและขนาดตัวของแมวด้วยเช่นกัน เนื่องจากฆ่าแมวมีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงก็ไม่ควรที่จะอาบน้ำให้บ่อยจนเกินไปเช่นอาจจะอาบน้ำเดือนละครั้งก็พอ แต่หากเราสังเกตพบว่าแมวของเรามีขนยาวหรือมีกลิ่นเหม็นง่าย เราก็สามารถอาบให้บ่อยขึ้นได้เป็นสองอาทิตย์ครั้ง แต่สิ่งที่ควรทำเป็นพิเศษก็คือหลังจากอาบน้ำแล้วก็ควรที่จะเป่าขนให้แห้ง ทันที เนื่องจากหากขนของแมวไม่แห้งอาจจะทำให้แมวป่วยและเกิดเชื้อราผิวหนังได้ – ควรจะเลือกแชมพูให้เหมาะกับแมวของเรายังไงดี แน่นอนว่าในปัจจุบันตามตลาดนั้นมีแชมพูให้ผู้เลี้ยงได้เลือกอย่างหลากหลาย ซึ่งวิธีการเลือกนั้นก็ควรที่จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพ และปัญหาผิวหนังของแมวเรานั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้แมวของเราได้รับการบำรุงอย่างถูกจุดและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสูตรบำรุงขน บำรุงผิวหนัง รวมไปจนถึงแชมพูที่ช่วยเรื่องขจัดคลิปมัดก็มีให้เลือกเช่นกัน – ถ้าอาบน้ำแห้งให้แมว สิ่งสกปรกจะออกไปโหมดหรือไม่? นอกจากการอาบน้ำเปียกแล้ว การอาบน้ำแห้งก็ถือเป็นวิธีที่ดีเช่นกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถทำได้เร็วและง่าย […]

แนะนำอาหารคุณภาพดีสำหรับเม่นแคะที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง 2567

เม่นแคะ

ในปัจจุบันนี้การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง นั้นแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่สุนัขหรือแมวเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังมีกระทั่งหนูแฮมสเตอร์ ชูเกอร์ไรเดอร์ หรือแม้แต่เม่นแคระที่เราจะมาพูดถึงวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าหากเรานำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงที่บ้านสักตัวแล้ว ผมเชื่อว่าเราก็ล้วนอยากที่จะให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ฉะนั้นการเลี้ยงดูนอกจากความเอาใจใส่ในเรื่องของสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดนั้นๆ แล้ว ก็ยังมีเรื่องของสุขภาพร่างกาย เรื่องของอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน และแน่นอนว่าสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระที่เป็นสัตว์เลี้ยงแนวเอ็กโซติกนั้น การดูแลในเรื่องของการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมสำหรับเขา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และในปัจจุบันนี้ ผู้คนนิยมหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขนาดเล็กกันมากขึ้น และเม่นแคระก็คือ หนึ่ง ในนั้นครับ ด้วยรูปร่างที่มีขนาดเล็ก พร้อมกับหน้าตาอันน่ารัก แถมยังเลี้ยงง่ายจึงทำให้เป็นขวัญใจสำหรับ ผู้เลี้ยงหลายๆ คน เนื่องจากด้วย ความที่เม่นแคระมีขนาดเล็กจึงทำให้เหมาะอย่างมากสำหรับคนยุคใหม่ที่อยู่มีพื้นที่บ้านที่จำกัด อย่างเช่นกับการอยู่คอนโด หรือการอยู่บ้านที่มีขนาดเล็ก การเลี้ยงเม่นแคะหรือก็ตายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างมาก และแน่นอนว่าสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดนั้นก็จะมีอาหารสำหรับเขาแตกต่างกันไป อย่างเช่นอาหารสำหรับแมวก็จะมีอาหารเม็ด หรือสำหรับสุนัขก็จะมีอาหารเม็ดสำหรับสุนัข เช่นเดียวกันกับเม่นแคระทีก็ต้องการอาหารที่หลากหลายและต้องการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเช่นกันครับ อาหารที่เม่นแคระสามารถกินได้ 1. นอนน้ำผึ้งและหนอนนก ภายในนอนน้ำผึ้ง จะมีโปรตีนค่อนข้างสูง ฉะนั้นเม่นแคะตัวไหนที่ต้องการเสริมสร้างโภชนาการในเรื่องนี้ จึงทำให้หนอนน้ำผึ้งเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันในหนอนนก ถือเป็นอาหารที่มีโภชนาการและสารอาหารอย่างไคทินค่อนข้างสูงซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่เม่นแคระต้องการ และยังมีทั้งแบบเป็นและแบบตายให้เดินเลือกซื้อตามสะดวก แต่หากผู้เลี้ยงเลือกเป็นนกที่ยังมีชีวิตให้เม่นแคระกิน ก็จะทำให้เม่นแคระได้ออกกำลังกายและเผาผลาญพลังงานไปในตัวด้วยขณะที่กิน 2. ผลไม้ หากผู้เลี้ยงต้องการที่จะให้ผลไม้ กับเม่นแคระ ควรจะเลิกเป็นผลไม้สด ซึ่งต้องหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นแตงโม แอปเปิล กล้วย […]