ทำความรู้จับกับ “เบงกอล” เสือน้อยสุดเท่

เบงกอล

นอกจากแมวเปอร์เซีย หรือแมวสก๊อตทิช โฟลด์ที่หลายๆ คนรู้จักแล้ว อีกสายพันธุ์ยอดนิยมก็คือ เบงกอล ซึ่งมีลวดลายที่โดดเด่นที่มองดูแล้วแทบไม่ต่างจากเสือเลยก็ว่าได้ แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่เสือแต่อย่างใดแม้จะลายเหมือนก็ตาม และด้วยลายที่สวยงามมาพร้อมกับความน่ารัก จึงทำให้เจ้าเบงกอลดักทาสแมวทั้งหลายได้ไม่ยาก ซึ่งในบทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับเจ้าเหมียวเบงกอลสุดเท่ตัวนี้ถึงลักษณะนิสัย การดูแล รวมไปจึงประวัติความเป็นมาของเจ้าเบงกอลกันด้วยครับ ประวัติความเป็นมาของแมวเบงกอล ในโลกของสัตว์เลี้ยงและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง แมวเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รักทั่วโลก แมวเบงกอล (Bengal Cat) เป็นหนึ่งในพันธุ์แมวที่มีเสน่ห์และมีความพิเศษอันน่าทึ่ง มันเป็นผลงานของการผสมพันธุ์ระหว่างแมวที่มีลักษณะที่สวยงามและสมบูรณ์แบบกับแมวเช่นอย่างแมวเลออปาร์ทเมนต์ และแมวจิ้งจอกชนิดที่มีการปล่อยคลื่นหูเท่าที่สุด (Asian Leopard Cat) ซึ่งเป็นสายพันธุ์แมวที่อยู่ในธรรมชาติที่ป่าชื้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เมื่อครั้งนั้นในปี 1963 มีความท้าทายในการผสมพันธุ์แมวระหว่างแมวเลออปาร์ทเมนต์กับแมวจิ้งจอกชนิดที่มีการปล่อยคลื่นหูเท่าที่สุด แต่กลุ่มคนรักแมวและช่างเลี้ยงสัตว์ที่มีความหลงใหลในการสร้างพันธุ์แมวใหม่ ได้รับความสนใจในการพัฒนาแมวเบงกอลเป็นพันธุ์แมวที่มีลักษณะที่พิเศษและน่าทึ่ง จนกระทั่งในปี 1980 แมวเบงกอลได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางโดยสมาคมแมวแห่งอเมริกา (CFA) และสมาคมแมวแห่งโลก (TICA) แมวเบงกอลถูกพิจารณาว่าเป็นพันธุ์แมวที่มีความสามารถทางสุขภาพที่ดี และมีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะทรงพระจันทร์ สีเส้นผมที่สวยงาม และนิสัยที่เอนท์และชาวเซา ทำให้เป็นแมวเลี้ยงที่โดดเด่นและโดดเด่นในวงการ จึงทำให้ในปัจจุบันแมวเบงกอลกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสวยงามและความเป็นสายพันธุ์ที่มีมูลค่าสูงในวงการแมว เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเป็นอย่างมาก และยังเป็นที่นิยมในการเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านชนบทและในเมืองใหญ่ทั่วโลก ลักษณะนิสัยและรูปร่าง แมวเบงกอล (Bengal Cat) เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีลักษณะที่น่าทึ่งและน่าประทับใจไม่น้อยหน้าสายพันธุ์อื่น ๆ แมวเบงกอลมีลักษณะทรงพระจันทร์และเส้นผมที่สวยงามซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักและโดดเด่นในธรรมชาติ นอกจากนี้ พวกเขายังมีนิสัยที่น่าตะลึงและสมบูรณ์แบบที่ทำให้เป็นเพื่อนสนิทที่ยอดเยี่ยมสำหรับครอบครัว […]

ทำความรู้จับกับ “บอมเบย์” สายพันธุ์แมวดำสุดเข้ม ที่ไม่ใช่แมวไทยสีดำ

บอมเบย์

บอมเบย์ (Bombay) เป็นสายพันธุ์แมวที่มีเสน่ห์สำหรับหลายคน ด้วยหน้าตาที่สวยงาม และบุคลิกที่น่าหลงใหลทำให้แมวขนสั้นขนาดกลางสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จัก แต่หลายๆ คนก็คงสับสนระหว่างแมวบ้านสีดำกับแมวบอมเบย์ใช่ไหมล่ะครับ วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่าจริงๆ แล้วเจ้าเหมียวบอมเบย์มีประวัติความเป็นมาและนิสัยอย่างไรบ้าง ดังนี้ ประวัติความเป็นมาของแมวบอมเบย์ แมวบอมเบย์ (Bombay Cat) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่น่ารักและมีเสน่ห์มากที่สุด ด้วยลักษณะที่มุ่งมั่นและมีความเชื่อมั่น แมวพันธุ์นี้เป็นผลงานของการผสมพันธุ์ระหว่างแมวพันธุ์บัมเบย์ (Burma) และแมวพันธุ์อเมริกันช็อร์ทแฮร์ (American Shorthair) ซึ่งสร้างสายพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นออกมา เริ่มต้นแรกของการปรากฏของแมวบอมเบย์เกิดขึ้นในปี 1960s ในอเมริกา โดยการผสมพันธุ์ระหว่างแมวพันธุ์บัมเบย์ที่มีสีเพียงครึ่งในการสืบพันธุ์ และแมวพันธุ์อเมริกันช็อร์ทแฮร์ที่มีลักษณะต่าง ๆ มาจนได้ลักษณะที่ทรงพลังและน่าหลงใหลของแมวบอมเบย์ที่เรามีวันนี้ ลักษณะทั่วไปของแมวบอมเบย์ แมวบอมเบย์ (Bombay) เป็นสายพันธุ์แมวที่มีลักษณะทางกายภาพที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ด้วยความสามารถในการแต่งตัวและลุคที่โดดเด่น โดยลักษณะเด่นที่แมวบอมเบย์มีได้แก่รูปร่างที่เรียบง่ายและสูง ทำให้พวกเขาดูมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อตัวแมวบอมเบย์มักมีการกระชับและเนียนในการเคลือบด้วยขนสีดำเข้มที่เงางาม ทำให้เติมเต็มความหล่อหลอมด้วยเสน่ห์สุดพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของแมวบอมเบย์มีขนาดใหญ่และมีสีเหลืองอมเหลืองที่สดใส เป็นจุดเด่นที่สร้างเอกลักษณ์ให้แมวบอมเบย์อันน่าหลงใหล นอกจากนี้ลักษณะหัวของแมวบอมเบย์ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นอย่างมากด้วยลักษณะที่เรียบและเล็ก ซึ่งทำให้สามารถแยกแยะและระบุตัวตนของพวกเขาได้อย่างชัดเจน ด้วยทั้งหมดนี้จึงทำให้แมวบอมเบย์มีความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครที่น่าสนใจ ลักษณะนิสัยของแมวบอมเบย์ นอกจากลักษณะทางกายภาพที่ทำให้แมวบอมเบย์น่าสนใจแล้ว นิสัยของพวกเขาก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้มีความนิยมอย่างแพร่หลาย แมวบอมเบย์มักจะมีนิสัยที่สง่างามและสงบ ซึ่งการเดินเล่นและสังเกตสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทำให้แมวบอมเบย์รู้สึกมีความสุขและพอใจ พวกเขาชอบสนุกสนานและสำรวจสิ่งใหม่ๆ แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยก็ตาม พวกเขามีความสนใจในสิ่งรอบตัวและมีอารมณ์เพลิดเพลินเมื่อได้รับการตอบรับจากสิ่งที่พวกเขาสนใจ […]

แมวน้ำหนักมากเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?

แมวน้ำหนักมาก

แมวที่มีน้ำหนักที่มากจนเกินไปหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงมากมายตั้งแต่ปัญหาโรคหัวใจไปจนถึงโรคหลอดเลือดรวมไปจนถึงความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย และในปัจจุบันโรคอ้วนในแมวนั้นมีปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าผู้เลี้ยงหลายคนจะรู้สึกสบายใจและอารมณ์ดีมาเห็นเจ้าแมวตัวอ้วนของเรากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จะทำยังไงล่ะในเมื่อแมวตัวอ้วนมันดูน่ารักมากเลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันผู้เลี้ยงทราบหรือไม่ว่าหากแมวมีน้ำหนักที่มากจนเกินไปจนอาจทำให้เกิดโรคอ้วน และยังอาจเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ อีกมากมาย โดยแมวที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนนั้นอาจเป็นแมวที่มีสายพันธุ์ยุโรปขนสั้น หรืออาจจะเป็นแมวที่มีอายุมากโดยอายุอยู่ระหว่าง 5 ถึง 10 ปี และมีการทำกิจกรรมที่ลดลงและไม่ค่อยขยับตัว แมวที่กินอาหารบ่อยหรือมากกว่าปริมาณที่ควรจะกิน แมวที่มีความเครียดทางจิตใจหรืออารมณ์ หรือโดยเฉพาะแมวตัวผู้ ซึ่งแมวที่ผมได้พูดมาทั้งหมดนี้ล้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนทั้งหมด และที่สำคัญหากแมวของคุณได้รับการทำหมันแล้วละก็มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากแมวที่ทำหมันแล้วหลังผ่าตัดจะมีความต้องการในเรื่องของพลังงานที่ลดลง 1 ใน 3 ส่วนก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันความอยากอาหารของแมวกลับเพิ่มขึ้นถึง 18 หรือ 26% เลยทีเดียวครับ ทำไมแมวถึงมีน้ำหนักที่มากจนเกินไปหรือเป็นโรคอ้วน เมื่อแมวที่เราเลี้ยงเรือเจ้าเหมียวแสนรักมีน้ำหนักที่มากเกินไปจนส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ร่างกายของแมวจะเริ่มเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินกลายมาเป็นไขมันแทนที่มันจะใช้พลังงานออกให้หมด ซึ่งสามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่าพลังงานที่ใช้ไปนั้นกลับน้อยกว่าพลังงานที่ได้รับ จากนั้นไขมันเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและแทรกซึมเข้าไปในอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตับ เรือก็อยู่ในอวัยวะอื่นๆ เช่นหลอดเลือดแดง โดยอาจจะไปเพิ่มน้ำหนักเพื่อสร้างแรงกดทับให้กับระบบภายในและข้อต่อของแมว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้แมวมีความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ นั่นเอง แมวที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง 1. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อแมวเป็นโรคอ้วนก็จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของแมวนั้นบกพร่อง ซึ่งสิ่งนี้ก็จะทำให้แมวมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าแมวทั่วไป ซึ่งมีตั้งแต่การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วซึ่งเกิดจากแมวที่มีน้ำหนักมากจนเกินไปและไม่ค่อยขยับตัว น้ำน้อยและปัสสาวะน้อยกว่าแมวที่มีสุขภาพดีทั่วไป 2. โรคเบาหวาน แมวที่มีโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักที่มากนั้นเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากกว่าแมวทั่วไป โดยจากการสำรวจพบว่าแมวอ้วนถึง 80 หรือ […]

เลือกอาหารสำหรับลูกแมวยังไงดี?

เลือกอาหารสำหรับลูกแมว

ลูกแมวเป็นสัตว์ที่น่ารัก และต้องการความรักและการดูแลอย่างดี อย่างหนึ่งที่เจ้าของควรให้ความสนใจคืออาหารลูกแมว ที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโต และสุขภาพของแมวในอนาคต ลูกแมวเป็นสัตว์ที่เป็นอนุภาค ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องการสารอาหารที่มาจากสัตว์ เพื่อให้ได้โปรตีน ไขมัน และอาหารเสริมที่เหมาะสม ดังนั้นเจ้าของควรเตรียมอาหารลูกแมวที่เหมาะสมกับอายุ และความต้องการของแมวไว้ล่วงหน้า เพราะแมวเป็นสัตว์ที่โตเร็ว และต้องการโภชนาการที่ดีในช่วงแรกเกิด ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีการเลือกอาหารลูกแมวที่ดีที่สุดสำหรับการเติบโตที่สมบูรณ์ ตั้งแต่เกิดจนถึง 1 ปี รวมถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสัตว์เลี้ยงว่าควรเลือกอาหารแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับลูกแมวแต่ละช่วงวัย 1. การเลือกอาหารสำหรับลูกแมวแรกเกิดจนถึง 1 เดือน  ควรเลือกนมที่มีโปรตีนสูงเช่นกัน แต่ต้องมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นครบ ไม่มีแลคโตส ลูกแมวในช่วงอายุนี้จะได้รับน้ำนมจากแม่แมว ซึ่งมีสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเติบโต แต่หากในกรณีที่ลูกแมวไม่มีแม่หรือแม่แมวไม่มีน้ำนมเพียงพอ ผู้เลี้ยงควรเลือกนมทดแทนที่มีสารอาหารเทียบเท่านมแม่แมว และไม่ทำให้ลูกแมวเกิดอาการท้องเสีย โดยนมทดแทนที่ดีที่สุดคือนมที่มีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นครบ ไม่มีแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ลูกแมวแรกเกิดยังไม่มีเอนไซม์ในการย่อย หากลูกแมวกินน้ำตาลแลคโตสเข้าไปมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน หรือแพ้นมได้ นมทดแทนที่เหมาะสมสำหรับลูกแมวแรกเกิดคือต้องมีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสูง เช่น วิตามิน A, B, D, E โอเมก้า 3 และ 6 รวมไปถึงกลุ่มแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสารอาหารพื้นฐานเหล่านี้จะมีใกล้เคียงกันอยู่แล้วในนมแม่แมว แต่บางยี่ห้อของนมทดแทนอาจมีสารอาหารเพิ่มเติม […]

ย้ายบ้านใหม่ ต้องจัดการกับเจ้าเหมียวยังไงดี?

ย้ายบ้านใหม่เจ้าเหมียว

หากจะย้ายบ้านไหมก็กังวลใจกันทุกทีใช่ไหมล่ะครับ ว่าแมวเราจะสามารถปรับตัวได้ดีไหมหรือแมวเราจะเข้ากับบ้านใหม่ได้หรือไม่ แน่นอนว่าโดยธรรมชาติของแมวนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นก็ค่อนข้างที่จะต้องใช้เวลาอยู่เช่นกัน ซึ่งช่วงแรกก็จะเป็นช่วงของการเรียนรู้กับสถานที่ที่แปลกใหม่ เขาก็จะมีการสำรวจบ้างหรือขับถ่ายไม่เป็นที่ เนื่องจากยังไม่ชินกับสถานที่ ดังนั้นวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ มาดูวิธีการจัดการกับเจ้าเหมียวยังไงดีหากเราต้องย้ายบ้านใหม่โดยมีวิธีการดังนี้ 1. เตรียมเจ้าเหมียวให้พร้อมสำหรับการย้ายบ้าน – ตรวจสอบป้ายห้อยคอของเจ้าเหมียว ขั้นตอนแรกให้ผู้เลี้ยงตรวจดูป้ายชื่อห้อยคอของเจ้าเหมียวให้เรียบร้อยว่ามีการใส่หรือเปล่าหรือว่าบนป้ายชื่อนั้นมีการระบุชื่อและเบอร์โทรอย่างถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากปัญหานี้อาจจะเกิดได้ในขั้นตอนการย้ายบ้านที่เจ้าเหมียวอาจจะตกใจหรือหวาดกลัวและอาจทำไม่วิ่งหนีหลุดหายไปก็เป็นได้ ฉะนั้นหากป้ายห้อยคอมีชื่อ ที่อยู่เจ้าเหมียวอย่างถูกต้องรวมไปถึงเบอร์โทรของเจ้าของก็จะเป็นประโยชน์ต่อการตามหาของเจ้าของนั่นเอง – พาไปพบสัตวแพทย์ พาเจ้าเหมียวไปหาสัตวแพทย์ เพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเจ้าเหมียวได้รับการฉีดวัคซีนและการควบคุมโรคปรสิตได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากการขนย้ายบ้านนั้นอาจจะทำให้เจ้าเหมียวเกิดอาการเครียดได้ ซึ่งเมื่อเกิดความเครียดแล้วก็อาจจะทำให้เสียสุขภาพด้วยเช่นกันฉะนั้นการตรวจสอบความแน่ชัดว่าได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งครับ – ฝากแมวไว้ที่โรงแรมสัตว์เลี้ยงหรือโรงพยาบาลสัตว์ หากในการขนย้ายบ้านนั้นจะต้องเปิดบ้านเพื่อขนของเป็นเวลานานๆ หรือเป็นเวลาหลายวันแนะนำให้หาโรงแรมสำหรับเจ้าเหมียวจะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยมากที่สุดครับ เนื่องจากหากเราฝากเจ้าเหมียวไว้กับโรงแรมหรือโรงพยาบาลสัตว์เราก็จะไม่ต้องกังวลเลยว่าเมื่อเปิดประตูไปแล้วเจ้าเหมียวจะวิ่งหลุดออกมาหรือไม่ แถมยังทำให้เราสามารถขนย้ายบ้านได้อย่างสบายใจอีกด้วย – สร้างความเคยชินให้กับเจ้าเหมียวในการเดินทาง ในการขนของเพื่อย้ายบ้านนั้นก็ไม่ได้ขนของเพียงอย่างเดียวในวันสุดท้ายเราจะต้องขนแมวใส่กล้องไปด้วย ฉะนั้นผมจึงอยากแนะนำให้ทุกคนสร้างความเคยชินให้เจ้าเหมียวกับการเดินทาง หากต้องนำเจ้าเหมียวใส่กรงหมูอยู่บนรถก็ควรที่จะทำให้เขาเคยชินและรู้สึกสบายก็จะช่วยให้เดินทางได้โดยที่ไม่เครียดนั่นเอง 2. หลังจากที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ – แยกห้องให้เจ้าเหมียวสักหนึ่งห้อง ในช่วงวันแรกหลังจากการย้ายบ้านนั้นผู้เลี้ยงจะต้องจัดเตรียมห้องให้เจ้าเหมียวหนึ่งห้อง ซึ่งควรเป็นห้องที่ปลอดภัยมีประตูปิดอย่างชัดเจน เนื่องจากวันแรกหลังจากการย้ายบ้านนั้นเป็นช่วงเวลาที่เจ้าเหมียวกำลังตกใจโดยกำลังหวาดกลัว และเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวกับสถานที่ใหม่ๆ ฉะนั้นจึงแนะนำให้วางจานชามข้าว และนำชิ้นเดิมไว้ในสถานที่ที่จัดเตรียมอย่างเหมาะสมรวมไปจนถึงกระบะทรายแมวด้วย หากในช่วงแรกนั้นยังมีการจัดบ้านหรือมีการทำเสียงดังโครมครามอยู่แล้วก็ยิ่งควรที่จะแบ่งแยกห้องเจ้าเหมียวออกให้ชัดเจนเพื่อเป็นการป้องกันว่าเขาจะไม่วิ่งหลุดหายไปไหนในขณะนั้น โดยก่อนหน้านี้เราได้มีการฝากเจ้าเหมียวไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงหรือโรงแรมสัตว์เลี้ยง ให้ทำการไปรับแมวมาหลังจากที่จัดของภายในบ้านเรียบร้อยแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ – พยายามให้แมวกินอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ให้ได้ เนื่องจากในช่วงแรกที่มีการย้ายบ้านแมวจะอยู่ในสภาวะวิตกกังวลเนื่องจากสถานที่มีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นในช่วงเครียดนี่แมวมักที่จะไม่กินอาหารและไม่กินน้ำซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพได้ฉะนั้นจึงอยากจะแนะนำให้ผู้เลี้ยงพยายามให้แมวกินอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ให้ได้ซึ่งอาจจะเป็นอาหารแห้งหรืออาจจะหลอกลวงด้วยอาหารเปียกหรือขนมแมวเลี้ยงก็ยังดี เพื่อให้ท้องเขานั้นมีอาหารและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจนเกินไป – ปล่อยให้เจ้าเหมียวได้ปรับตัวกับบ้านใหม่ให้เต็มที่ […]

ทิปและคำแนะนำ:  การเลี้ยงแมวตาบอด

การเลี้ยงแมวตาบอด

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักและมีเสน่ห์ แต่บางครั้งแมวอาจมีปัญหากับสายตาของพวกเขา เช่น โรคต้อกระจก โรคตาเหลือง ความดันโลหิตสูง หรือการบาดเจ็บ ซึ่งอาจทำให้พวกเขาสูญเสียสายตาบางส่วนหรือทั้งหมด แมวตาบอดยังคงเป็นเพื่อนรักที่ดี แต่พวกเขาต้องการการดูแลและความสนใจมากขึ้น เมื่อแมวของคุณสูญเสียสายตา คุณอาจสงสัยว่าคุณควรทำอย่างไรเพื่อช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่สุขและปลอดภัย ในบทความนี้ เราจะแนะนำคุณวิธีการดูแลแมวตาบอด และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดู การบำรุง และการป้องกันไม่ให้เขาเกิดอุบัติเหตุได้ดังนี้ วิธีการรู้ว่าแมวของคุณตาบอด อาการของการสูญเสียสายตาในแมวอาจเห็นได้ชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่าการสูญเสียสายตาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเป็นเรื่องที่เป็นระยะยาว แมวที่สูญเสียสายตาอย่างรวดเร็วจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด เช่น ชนกับสิ่งของในบ้าน ลังเลในการกระโดดหรือเดิน หรือแสดงอาการกลัวหรือวิตกกังวล แมวที่สูญเสียสายตาอย่างเป็นระยะยาวอาจปรับตัวได้ดีพอที่คุณไม่สังเกตเห็นจนกว่าจะนำพวกเขาไปยังสถานที่ใหม่ ซึ่งแมวที่มีปัญหากับสายตามักจะแสดงอาการดังนี้ – เดินอย่างระมัดระวังและต่ำกว่าปกติ – เหยียดขาและคอออกมาเพื่อใช้หนวดช่วยในการรับรู้สิ่งแวดล้อม – มีลักษณะของตาที่ผิดปกติ เช่น ขยายใหญ่ มีสีขุ่น มีสีแดง หรือมีแสงสะท้อน – มีความสนใจในการเล่นหรือสำรวจน้อยลง – อยู่เพียงลำพังหรือซ่อนตัว ถ้าคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ในแมวของคุณ คุณควรพาพวกเขาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะบางครั้งการสูญเสียสายตาอาจเป็นสาเหตุจากโรคหรือสภาวะที่รุนแรง และอาจมีวิธีรักษาหรือป้องกันได้ ถ้าไม่มีวิธีรักษา สัตวแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลแมวตาบอดของคุณ วิธีการดูแลแมวตาบอด แมวตาบอดยังคงมีความสามารถในการใช้ประสาทอื่น เช่น การได้ยิน การสัมผัส และการดมกลิ่น เพื่อช่วยให้พวกเขาปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม […]

การสื่อสารผ่านการเรียนรู้ภาษากายของเจ้าเหมียว

การสื่อสาร

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเสน่ห์ และมีวิธีการสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์ และแมวไม่ใช่สัตว์ที่พูดคุยด้วยเสียงมากนัก แต่พวกเขาใช้ภาษากาย การแสดงออก และการส่งสัญญาณต่างๆ เพื่อสื่อสารกับคนหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของแมว หรือคนที่รักแมว คุณอาจสงสัยว่าคุณสามารถเข้าใจแมวของคุณได้หรือไม่ และวิธีการสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างไร ดังนั้นในบทความนี้ เราจะแนะนำคุณวิธีการสื่อสารกับแมวผ่านการเรียนรู้ภาษากายของเจ้าเหมียว ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย และมีประโยชน์ ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแมวของคุณ และให้ความรักและความสนใจแก่พวกเขา ภาษากายของแมวคืออะไร ภาษากายของแมวคือวิธีการสื่อสารที่แมวใช้ร่างกาย หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการ หรือความตั้งใจของพวกเขา ภาษากายของแมวมีหลายประเภท เช่น การเคลื่อนไหวของหู การเปิดปิดตา การเคลื่อนไหวของหาง การเปลี่ยนท่าทาง การส่งเสียง หรือการส่งกลิ่น ภาษากายของแมวมีความหมายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบท และการรวมกันของสัญญาณต่างๆ ดังนั้น การสังเกตและเรียนรู้ภาษากายของแมวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจแมวของคุณได้ถูกต้อง และสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการเรียนรู้ภาษากายของแมว การเรียนรู้ภาษากายของแมวไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณมีความสนใจ ความอดทน และความสังเกต คุณสามารถเรียนรู้ภาษากายของแมวได้ด้วยตัวเอง โดยการสังเกตพฤติกรรม การแสดงออก และการส่งสัญญาณของแมวของคุณ และเปรียบเทียบกับความหมายที่ทราบ หรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ นอกจากนี้ คุณยังควรรับรู้ถึงบริบท และสถานการณ์ที่แมวของคุณอยู่ เพราะบางครั้งภาษากายของแมวอาจมีความหมายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา […]

อยากอาบน้ำให้ลูกแมวต้องทำอย่างไรดี?

อาบน้ำให้ลูกแมว

อาบน้ำให้แมวน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าแมวน้อยของคุณเป็นแมวที่ชอบเล่นและไม่อยู่นิ่ง คุณอาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้น แมวโดยธรรมชาติจะสะอาดตัวเองได้ดี แต่บางครั้งคุณอาจต้องช่วยอาบน้ำ เช่น เมื่อเดินเข้าไปในสิ่งที่มีกลิ่นเหม็น หรือเมื่อขนของแมวดูไม่สะอาด แมวน้อยจะต้องรู้สึกว่าคุณรักและดูแล ลูกแมวจะเริ่มเชื่อใจคุณและยอมให้คุณอาบน้ำให้ ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่คุณอาบน้ำให้แมวน้อย คุณต้องทำอย่างไรให้ลูกแมวไม่กลัวและไม่ทำร้ายคุณ? เราไปหาคำตอบกันครับ เตรียมความพร้อมอาบน้ำให้ลูกแมว การอาบน้ำให้แมวน้อยนั้นอาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับบางตัว เนื่องจากแมวมีนิสัยที่จะสะอาดตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่บางครั้งคุณอาจต้องช่วยเหมือนกัน เช่น เมื่อเป็นเห็บ หรือเดินเข้าไปในสิ่งที่มีกลิ่นเหม็น หรือเมื่อขนดูสกปรกและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าลูกแมวของคุณยังเล็กมาก คุณควรใช้ผ้าขนหนูเปียกเช็ดตัวเบาๆ และปรึกษาสัตวแพทย์ว่าควรอาบน้ำให้เมื่อไหร่ คุณควรรอให้ลูกแมวอายุอย่างน้อย 8 อาทิตย์ และอาบน้ำให้ตั้งแต่เล็ก เพื่อให้เคยชินกับการอาบน้ำ แต่อย่าอาบน้ำให้บ่อยเกินไป เนื่องจากแมวใช้เวลา ประมาณ 30% ของชีวิตในการดูแลตัวเอง เมื่อคุณต้องการอาบน้ำให้ลูกแมว จึงมีขั้นตอนที่ควรทำดังนี้ 1. ตัดเล็บให้ลูกแมว เพื่อป้องกันไม่ให้ข่วนคุณเมื่อไม่พอใจ คุณสามารถใช้กรรไกรตัดเล็บแมว หรือไฟล์เล็บแมว และตัดเล็บให้เฉพาะส่วนที่เป็นสีใส ห้ามตัดเล็บให้เกินไป เนื่องจากอาจทำให้เจ็บได้ 2. แปรงขนให้ลูกแมว ตั้งแต่หัวจนถึงเท้า เพื่อแก้ไขปัญหาขนพันกัน คุณสามารถใช้แปรงขนแมว หรือหวีขนแมว และแปรงขนให้อย่างนุ่มนวล หากคุณไม่แปรงขนให้ลูกแมวก่อนอาบน้ำ ระหว่างอาบขนจะยิ่งพันกันหนักขึ้นอีก ฉะนั้นอย่าข้ามขั้นตอนนี้นะ 3. […]

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการทำ “วัคซีนแมว”

วัคซีนแมว

หากเราต้องการให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราอยู่กับเราไปนานๆ การดูแลที่เริ่มด้วยการพาไปรับวัคซีนนั้นเป็นภารกิจที่สามารถทำได้ง่ายมากครับ แมวสามารถรับวัคซีนได้เมื่ออายุได้ 6-8 สัปดาห์แต่ไม่ควรพาแมวไปรับวัคซีนตั้งแต่พึ่งคลอดออกมาเนื่องจากในระหว่างนั้นลูกแมวยังได้คงกินนมแมวอยู่ ทำให้เรารับภูมิคุ้มโรคต่างๆ ได้ผ่านทางนมแม่ ฉะนั้นในช่วงนี้วัคซีนจึงยังไม่จะเป็นนัก แต่ในอีกกรณีที่เราไม่ทราบว่าลูกแมวได้รับวัคซีนมาก่อนหรือไม่ ให้ผู้เลี้ยงทำการแยกลูกแมวเพื่อดูอาการเป็นเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนเพื่อตรวจเฝ้าดูอาการว่ามีความปิดปกติใดหรือไม่ หากเฝ้าดูอาการแล้วพบว่าลูกแมวมีสุขภาพที่แข็งดีและร่าเริง ก็สามารถพาไปรับวัคซีนได้ทันที และอีกสิ่งที่คนที่เริ่มเข้าสู่วงการทาสแมวจะต้องรู้ไว้คือ การรับวัคซีนนั้นไม่ได้ฉีดเพียงครั้งเดียวก็จบ แต่ในการรับวัคซีนนั้นจะต้องทำซ้ำในช่วง 3 เดือนแรกต่อกัน แต่หลังจากนั้นก็จะควรฉีดซ้ำทุกๆ 1 ปีเพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอยู่เสมอ และเมื่อไปรับวัคซีน หลังจากฉีดเรียบร้อยแล้วหมอจะมีใบบันทึกเพื่อเป็นประวัติของแมวตัวนั้นว่าได้รับวัคซีนไปกี่ตัวแล้ว และควรที่จะได้รับการกระตุ้นอีกเมื่อไร แต่หากพบว่าแมวมีอาการเจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัวอยู่ก็ยังไม่ควรที่จะทำการฉีดวัคซีนแต่ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนหรือทำตามที่สัตวแพทย์แนะนำจนกว่าที่ร่างกายของแมวจะแข็งแรงดีพร้อมสำหรับการฉีดวัคซีน เนื่องจากการที่แมวได้รับวัคซีนก็เหมือนกับการที่เติมโรคเข้าไปในแมว เพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในตัวแมว และวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้กับวัคซีนที่แมวควรจะได้รับ รวมไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนไปรับวัคซีนและการดูแลหลังจากที่ได้รับวัคซีนแล้ว ฉะนั้นเราไปดูกันดีกว่าครับว่าต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง วัคซีนที่แมวควรได้รับมีอะไรบ้าง? 1. วัคซีนพิษสุนัขบ้าในแมว โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้พบได้ในสุนัขเพียงอย่างเดียวแต่มันสามารถติดต่อได้ทั้งคนและสัตว์ประเภทอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งแมวที่ได้รับเชื้อจะมีอาการดุร้ายขึ้นมาทันทีอย่างเห็นได้ชัด โดยจะมีพฤติกรรมชอบกัดหรือตะครุบสิ่งที่ที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้า และหลังจากนั้นเมื่อเชื้อเริ่มแพร่ขยายมากขึ้นก็สามารถทำให้สัตว์สามารถเป็นอัมพาตได้ โดยจะทำให้ไม่สามารถกลืนอาหารและเคลื่อนไหวร่างกายได้เองและสุดท้ายก็จะเสียชีวิตในที่สุดเนื่องจากโรคนี้ยังไม่มีรักษาจึงรักษาและดูได้ตามอาการเท่านั้น2. วัคซีนโรคเอดส์แมว โรคเอดส์ที่เกิดในแมวมีกลไกที่คล้ายกับการติดเชื้อ HIV ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ และจะลุกลามจนเป๋นโรคเอดส์ในเวลาต่อมา ซึ่งโรคเอดส์นี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Feline lentivirus จนทำให้ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายบกพร่อง 3. วัคซีนโรคหัดแมวโรคหัดแมวหรือเรียกอีกชื่อว่า โรคลำไส้อักเสบในแมว โดยโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Feline panleukopenia […]

แมวท้องผูกทำอย่างไรดี?

แมวท้องผูก

เรื่องของสุขภาพร่างกายแมวก็คงจะไม่ต่างกันกับคนมากหรอกครับ คนสามารถป่วยได้แมวก็สามารถป่วยได้เช่นกัน และเมื่อแมวมีอาการท้องผูกจะสังเกตยังไงดี เมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้าเหมียวของเราเข้าใช้งานกระบะทรายเป็นเวลานานๆ พฤติกรรมนั้นกำลังบอกว่าเจ้าเหมียวกำลังท้องผูกอยู่นั่นเองครับ และแน่นอนว่าเมื่อเจ้าเหมียวมีอาการท้องผูกหรือปวดท้อง เขาคงไม่สามารถที่จะบอกเราเป็นคำพูดได้ ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเจ้าเหมียวอย่างใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอจะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดครับ ดังนั้นวันนี้ผมจึงได้นำคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรักษาเจ้าเหมียวขณะที่ท้องผูกมาฝากเพื่อนๆ กันครับ 1. สังเกตให้แน่ใจว่าเจ้าเหมียวท้องผูกจริงหรือไม่? ให้ผู้เลี้ยงคอยสังเกตเจ้าเหมียวว่าเขาสามารถฉี่ได้ปกติหรือไม่ เนื่องจากโดยปกติแล้วเจ้าเหมียวจะชี้ประมาณ สอง ถึง 3 ครั้งต่อวัน แต่หากเขาเข้าห้องน้ำเป็นเวลานานๆ แล้วพบว่าทำยังไงก็เบ่งฉี่ไม่ออกสักที สิ่งนี้กำลังแสดงว่าเขากำลังมีปัญหาทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือไม่ก็อาจจะเป็นนิ่วได้ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นอาการร้ายแรงมากกว่าท้องผูก ฉะนั้นก่อนที่จะเกิดโรคร้ายแรงเหล่านี้ผู้เลี้ยงจึงควรคอยสังเกตเจ้าเหมียวของเราอย่างสม่ำเสมอครับ นอกจากการสังเกตพฤติกรรมการชี้ของเจ้าเหมียวแล้วก็ควรที่จะสังเกตพฤติกรรมเวลาเจ้าเหมียวอึด้วยเช่นกัน แค่ซึ่งทางเจ้าเหมียวหายเข้าไปในกระบะทรายเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะบอกได้ว่าเจ้าเหมียวกำลังท้องถูกอยู่ หรืออีกอย่างก็คืออาจจะกำลังท้องเสียอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งอาการท้องเสียหรือการท่องปลูกนั้นสามารถสังเกตได้จากอึด้วยเช่นกัน โดยปกติแมวทั่วไปแล้วจะอึประมาณวันละ หนึ่ง ครั้ง และกายภาพของอือก็ควรที่จะเป็นก่อนไม่นิ่มและไม่แข็งจนเกินไป นอกจากนี้หากเจ้าเหมียวของเรามีอาการท้องผูก ก็อาจจะเป็นสาเหตุของการเริ่มต้นเป็นโรคอื่นๆ ได้ ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงไม่ควรที่จะปล่อยอาการท้องผูกของเจ้าเหมียวของเราไว้นานจนเกินไป โดยสังเกตได้จากอาการท้องผูกของเจ้าเหมียว ไม่ว่าจะเป็นการอ้วก ทำท่าปวดท้องหรือไม่สบายท้อง เข้าห้องน้ำนานๆ ขณะที่ทำการถ่ายนั้นมีอาการเบ่งตัวเกร็งตลอดเวลา อึก้อนเล็กหรือแห้งแข็ง หรือบางครั้งอาจจะอึเป็นมูกเหนียวเหนียวหรืออาจมีเลือดปนออกมา ไม่ค่อยกินอาหาร จึงทำให้น้ำหนักลด และเกิดอาการเซื่องซึม ซึ่งเมื่อสังเกตแล้วมีพฤติกรรมดังกล่าวก็ควรที่จะรีบพาเจ้าเหมียวของเราไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัย 2. การรักษาอาการท้องผูกของเจ้าเหมียว – ให้ผสมน้ำมันมะกอกลงในอาหารกระป๋อง โดยให้ทำการผสมน้ำมันมะกอก ¼ หรือ ½ ช้อนชากับอาหารกระป๋องเนื่องจากน้ำมันมะกอกจะเป็นตัวที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ทำให้อาหารของเจ้าเหมียวกลืนได้คล่อง […]