“โรคถุงลมปลาทอง” ที่มือใหม่หัดเลี้ยงต้องรู้

โรคถุงลมปลาทอง

สารบัญ

และหลายคนอาจจะคิดว่าการเลี้ยงปลานั้นสามารถเลี้ยงได้ง่าย เนื่องจากจะเลี้ยงในพื้นที่จำกัดได้แล้ว การดูแลนั้นก็ยังง่ายอีกด้วยทั้งในเรื่องของอาหารและที่อยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ คนอาจจะคิดอีกว่าเพียงเราให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสมและดูแลเรื่องน้ำให้สะอาดอยู่เสมอเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

การในความเป็นจริงนั้นก็จริงอยู่ที่หากเราดูแลในเรื่องของอาหารและน้ำให้สะอาดอยู่เสมอก็จะช่วยให้ปลาพวกเรามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ แต่ในขณะเดียวกันหากเราละเลยไปเพียงแต่เล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถทำให้ปลาของเราป่วยได้เลยล่ะครับ ยิ่งเมื่อไหร่พี่ปลาทองของเรามีอายุมากขึ้น ความแข็งแรงก็จะลดลงไปด้วย

เนื่องจากโดยปกติแล้วส่วนใหญ่หากปลาทองอายุเกิน หนึ่ง ปีก็จะพบกับปัญหาในเรื่องของอวัยวะ ภายในร่างกายขยายตัว ซึ่งจะเห็นได้จาก ที่ปลาทองส่วนมากจะเกิดโรคถุงลมปลาทอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในการทรงตัวและการหายใจของปลาทองนั่นเอง

ฉะนั้นวันนี้ผมจึงจะพาเพื่อนๆ ที่เพิ่งหัดเลี้ยงปลาทองมาทำความรู้จักกับโรคถุงลมปลาทองที่คุณควรรู้ ซึ่งหากเราไม่ได้มีการเตรียมพร้อมหรือไม่ได้มีการทำความรู้จักกับโรคนั้นให้ชัดเจน และหากมันเกิดขึ้นกับปลาทองของเราก็อาจส่งผลเสียต่อชีวิตได้เลยครับ 

โรคถุงลมปลาทอง

โรคถุงลมปลาทอง

โดยสาเหตุหลักของการเกิดโรคถุงลมปลาทองนี้ จะเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหาร ซึ่งจะส่งผลให้ อวัยวะภายในร่างกายมีการขยายขึ้นด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นในส่วนของลำไส้ กระเพาะอาหาร หรือตับ เนื่องจากหากปลาของเรากินอาหารในปริมาณที่เยอะเกินจำเป็นก็จะทำให้ปลาเกินอากาศเข้าไปในท้องเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน

และในขณะเดียวกันยิ่งห่างเป็นอาหารที่มีคุณภาพต่ำที่มีส่วนผสมของฟองอากาศอยู่ภายในเป็นปริมาณมากก็อาจจะส่งผลให้ปลาทองลำไส้อุดตัน ซึ่งโดยปกติแล้ว โรคนี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายกับปลาทองเนื่องจากสรีระลำตัวของปลาทองที่มีลักษณะอ้วนและกลมจึงทำให้เมื่อโตขึ้นมีโอกาสที่อวัยวะภายในจะเบียดกันได้ง่ายมากกว่า

ซึ่งจะสามารถสังเกตปลาท้องที่เป็นโรคนี้ได้ด้วยวิธีการดูว่าปลาทองของเรามีลักษณะการว่ายน้ำที่ปกติหรือไม่ เนื่องจากภายในตัวของปลาทองนั้นจะมีถุงลมอยู่สองอันด้วยกัน คือถุงลมส่วนท้ายและถุงลมส่วนหน้า ฉะนั้นเราจะสามารถสังเกตได้ว่าหากปลาทองของเราถุงลมส่วนหน้ามีการขยายใหญ่ก็จะส่งผลให้ปลาทองว่ายน้ำก้นโด่ง แต่ในขณะเดียวกันหากถุงลมทั้งสองอันขยายใหญ่ ก็จะส่งผลให้ปลาทองว่ายน้ำด้วยท่าหงายท้อง และมีอาการในการพลิกตัวลำบาก และในขณะเดียวกันยิ่งพลิกตัวได้ยากก็จะยิ่งส่งผลให้ทานอาหารได้น้อยขึ้นก็จะทำให้ปลาทองของเราอายุสั้นลงไปอีกด้วยครับ

วิธีการรักษา

วิธีการรักษา

ส่วนในวิธีการรักษานั้นให้ผู้เลี้ยงทางการเปลี่ยนอาหาร เป็นแบบโรยปกติ แต่ก่อนอื่นให้ทำการแช่อาหารทิ้งไว้ก่อนสักพักเพื่อให้อาหารได้นิ่ม เพื่อให้ปลาทองของเรากินได้ง่ายโดยที่จะไม่ต้องกลืนอากาศเข้าไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะให้ในปริมาณที่น้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ น้ำขุ่นหรือเน่าเสียรวมไปจนถึงไม่ให้เหลือเศษอาหารในตู้ปลาด้วย

จากนั้นให้รักษาความสะอาดของตู้ปลาอยู่เสมอเนื่องจากหากปล่อยให้ตู้ปลา มีน้ำขุ่นก็จะทำให้มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียและปรสิตได้ชั้นดี ซึ่งหากปลาทองของเรากำลังป่วยอยู่ ก็จะส่งผลให้เขามีอาการแย่ลงและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้อีก หนึ่ง วิธีสำคัญก็คือผู้เลี้ยงควรที่จะงดให้อาหารปลาที่ป่วยเป็นเวลา 3 วัน เนื่องจากวิธีนี้จะช่วยให้อาหารที่ยังคงค้างอยู่ในกระเพาะได้ทำย่อยให้หมดก่อน ซึ่งเมื่อย่อยไปหมดแล้ว ก็จะส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายที่บวมหดกลับมามีขนาดเท่าเดิมอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันผู้เลี้ยงก็ไม่ควรที่จะงดให้อาหารเกิน 3 วันเด็ดขาด

นอกจากนี้ผู้เลี้ยงยังคงที่จะควบคุมอุณหภูมิน้ำในตู้ปลาให้อยู่ในอุณหภูมิอุ่นที่พอดีโดยควรที่จะอยู่ประมาณ 21 ถึง 26°C เนื่องจากโดยปกติแล้วปลาทองไม่ค่อยที่จะชอบน้ำเย็นฉะนั้นหากอยู่ในน้ำเย็นเป็นเวลานานก็อาจจะส่งผลเสียต่ออวัยวะร่างกายต่างๆ ไม่ว่าจะทำให้เกิดการเสียสมดุล ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น ยังรวมไปถึงการทำให้ระบบย่อยอาหารของปลาทองนั้นทำงานช้าลงด้วยนั่นเองครับ

ดังนั้นหากเราพยายามเลี้ยงและดูแลรักษาแล้วแต่ว่าปลาทองของเรากลับไม่ดีขึ้น ควรนำปลาทองของเราไปรักษากับสัตวแพทย์ทันที เนื่องจากสัตวแพทย์จะได้ทำการเจาะระบายถุงลมหรือมีการใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งจะสามารถช่วยปลาทองของเราได้ทันเวลา

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรที่จะเจาะถุงลมของปลาทองด้วยตัวเองนะครับ เนื่องจากถุงลมของปลาทองถือเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างมากสำหรับปลาทอง ฉะนั้นจึงควรที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของสัตวแพทย์ เฉพาะทางเป็นการรักษาจึงจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดนั่นเองครับ

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย