โรคที่พบได้บ่อยในสุนัข

โรคพบได้บ่อยสุนัข

สารบัญ

หากผู้ที่เลี้ยงสุนัขต้องการให้สุนัขแสนรักของเราอยู่กับเราไปนานๆ ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลเอาใจใส่สุขภาพของสุนัขให้แข็งแรงอยู่เสมอ เนื่องจากหากผู้เลี้ยงเลี้ยงดูสุนัขให้มีสุขภาพให้แข็งแรงก็จะทำให้สุนัขมีการต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ ได้ยาก กลับกันหากสุนัขไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่เอาใจใส่ทั้งในเรื่องของจิตใจและสุขภาพก็จะทำให้สุนัขมีกำลังในการต้านทานโรคภัยต่างๆ ได้น้อย

อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าการที่สุนัขจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเลยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก แต่อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงก็ควรดูแลสุนัขอย่างเต็มกำลัง เพื่อสุขภาพที่ยืนยาวของสุนัขที่เรารัก ดังนั้นวันนี้ผมจะมาพูดถึงโรคที่พบได้บ่อยในสุนัข รวมถึงวิธีการป้องกันและวิธีการรักษาโรคที่ถูกต้องที่เราควรรู้ โดยมีดังนี้

1. โรคไข้หัด

1. โรคไข้หัด

โรคนี้ถือเป็นโรคติดต่ออันดับ 1 ของสุนัขเลยก็ว่าได้ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมักจะเกิดขึ้นกับสุนัขที่มีอายุน้อย ตั้งแต่ 2-3 เดือนเป็นต้นไป แต่บางครั้งก็สามารถพบได้ในสุนัขที่มีอายุมากได้เช่นกัน นอกจากนี้โอกาสที่สุนัขจะหายจากโรคนี้ยังมีโอกาสที่ค่อนข้างต่ำมาก เนื่องจากมีน้อยตัวมากที่หาย แต่ถึงหายก็ไม่ปกติ ซึ่งปกติตัวที่หายจากโรคก็จะมีอาการทางประสาทที่จะติดตัวตลอดเช่น อาการกระตุกหรือชักตลอดชีวิต

โดยปกติอาการของโรคนี้จะแสดงออกทางระบบหายใจก่อน คือ การมีขี้มูกเขียวไหล เหมือนปวดบวม มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีตุ้มหนองขึ้นบริเวณใต้ท้อง มีขี้ตาเกรอะกรังตลอดเวลา แต่เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะมีอาการทางประสาท คือ ปากสั่น กระตุก และจะลามไปบริเวณหนังหัว ใบหน้า ขาหลัง บางรายจะพบว่ามีอาการท้องร่วงร่วมด้วย และส่วนใหญ่ผลสุดท้ายของโรคนี้มักจะตาย ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่อันตรายต่อสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราอย่างมาก

แต่การป้องกันก็สามารถทำได้ง่ายมาก ด้วยการพาสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 2 เดือน และหลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือนก็ต้องพาไปรับการวัคซีนเข็มที่ 2 เพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หลังจากนั้นก็จะต้องได้รับการฉีดกระตุ้น 1 ครั้ง/ปี ในทุกๆ ปี

2. โรคลำไส้อักเสบหรือโรคพาร์ไวไวรัส

2. โรคลำไส้อักเสบหรือโรคพาร์ไวไวรัส

โรคนี้เป็นโรคที่มีการระบาดไปทั่วโลก และได้แพร่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงเวลาต่อมา และนับเป็นไวรัสที่สร้างความสูญเสียในสุนัขเป็นอย่างมาก โดยการระบาดของโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงมาก เนื่องจากสามารถทำให้สุนัขตายเป็นจำนวนมากด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน ไข้สูง ไม่กินอาหาร หลังจากนั้นจะทำให้ร่างกายของสุนัขเสียน้ำมากและจะทำให้สุนัขตายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับลูกสุนัขที่มีอัตราการติดต่อโรคสูงมาก

โดยจะพบได้บ่อยในสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 2-6 เดือน ซึ่งหลังจากที่สุนัขได้รับเชื้อไปแล้ว 5-7 วัน ลูกสุนัขจะไม่กินอาหาร มีไข้สูงๆ ต่ำๆ อาเจียนบ่อย ต่อมาจะมีไข้สูงขึ้น นอนซึม หมดแรงเนื่องจากอาเจียนบ่อยพร้อมทั้งยังมีอาการท้องเสียร่วมด้วย และถ่ายเป็นน้ำเหลวสีโอวัลตินหรือสีแดง เนื่องจากมีเลือดสดปนออกมาด้วย และสุดท้ายไวรัสจะเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจ และทำให้สุนัขช็อกตายได้ในที่สุด

และนอกจากนี้แล้วโดยปกติโรคนี้จะไม่มียารักษา แต่ทำได้เพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น ฉะนั้นแล้วทางที่ดีที่สุดคือ ผู้เลี้ยงจะต้องพาสุนัขไปรับวัคซีนตั้งแต่ลูกสุนัขอายุ 2 เดือน และต้องกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกครั้งเมื่ออายุ 3 เดือนหลังจากนั้นก็ต้องได้รับการฉีดซ้ำทุกๆ ปี ปีละ 1 ครั้ง

3. โรคพิษสุนัขบ้า

3. โรคพิษสุนัขบ้า

โรคนี้เป็นโรคที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากโรคนี้มีมานานมากแล้ว และโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Rabies และมันจะชอบเข้าไปในระบบประสาทมากที่สุด จึงทำให้สัตว์ที่ป่วยจากโรคนี้จะแสดงอาการทางประสาทออกมาชัดเจนที่สุด นอกจากนี้โรคนี้จะติดกับสัตว์ด้วยกันเองแล้ว ยังสามารถติดคนได้จากการติดโรคนี้เข้าไปในบาดแผลที่ถูกกัดได้ จากนั้นจะแสดงอาการป่วยภายใน 21-60 วันหรืออาจจะใช้เวลามากกว่านี้ก็ได้เช่นกัน

ในการป่วยสุนัขจะไม่แสดงอาการก้าวร้าว ดุร้ายหรือกัดคน นอกจากคนจะพยายามจับหรือเข้าไปใกล้ตัวสุนัขอาจจะทำให้มีการกัดหรือขู่ก็ได้ และจะชอบซ่อนตัวตามมุมมืดต่างๆ ไม่กินข้าวกินน้ำ อ้าปากลิ้นห้อยตลอดเวลา ขากรรไกรแข็ง น้ำลายไหลยืดและไหลตลอดเวลา แต่ส่วนใหญ่ไม่กินอาหารและน้ำเนื่องจากสุนัขรู้สึกว่าคล้ายมีอะไรติดคอ และจะซึมอยู่อย่างนี้จนสุดท้ายก็จะตาย

ส่วนในการป่วยที่ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของสุนัขจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

– ระยะแรกอารมณ์และนิสัยของสุนัขจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งหากเจ้าของที่อยู่ใกล้ชิดจะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนโดยจากปกติที่เคยอยู่ใกล้คลุกคลีกันก็จะแยกตัวออกไป เนื่องจากมีอารมณ์หงุดหงิด อุณหภูมิจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย รูม่านตาจะขยายกว่าปกติ ซึ่งระยะแรกนี้จะอยู่ประมาณ 2-3 วัน

– ระยะที่ 2 หรือเรียกว่าระยะตื่นเต้น เนื่องจากเป็นระยะที่สุนัขจะแสดงอาการที่กระวนกระวาย ซึ่งระบบประสาทจะตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงต่อสิ่งกระตุ้นหรือเสียงต่างๆ ตลอดเวลา และกัดสิ่งของหรือวัตถุตรงหน้าตลอด และเริ่มวิ่งอย่างไร้จุดหมาย และจะเห่าหอนผิดปกติ และเนื่องจากกล้ามเนื้อกล่องเสียงเกิดอัมพาตทำให้ลิ้นห้อย น้ำลายไหล ต่อมาขาเปลี้ย ลำตัวแข็ง โดยช่วงสุดท้ายของอาการนี้จะมีอาการซึ่งสามารถทำให้สุนัขตายได้เลยในช่วงนี้และอาจไม่ถึงระยะ 3

– ระยะที่ 3 สุนัขจะแสดงอาการตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด และจะเห็นว่าลิ้นห้อยออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก เนื่องจากเกิดอัมพาตที่กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและเคี้ยว ฉะนั้นสุนัขจะมีอาการแสดงขย่อนตลอดเวลา ต่อมาอาการอัมพาตจะแพร่ลามไปทั้งตัวและสามารถตายได้ภายใน 2-4 วันหลังจากเข้าระยะที่ 3

และเนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งหากว่าเป็นและก็จะตาย 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการป้องกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยผู้เลี้ยงสามารถพาสุนัขไปรับวัคซีนได้ตั้งแต่ลูกสุนัขมีอายุ 3. เดือนขึ้นไป และจากนั้นก็ต้องฉีดซ้ำทุกๆ ปีเพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย