เตรียมความพร้อมก่อนนำสุนัขเข้าบ้าน

สุนัข

สารบัญ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการรับสุนัขเข้ามาในบ้านก็คือ เมื่อที่เราต้องนำสุนัขตัวใหม่โดยเฉพาะลูกสุนัขเข้ามาในบ้านหลังใหม่ ซึ่งลูกสุนัขก็จะมีความตื่นเต้นต่อสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้สุนัขมักจะปวดปัสสาวะหรืออุจจาระ ฉะนั้นจึงควรปล่อยให้อยู่นอกบ้านก่อนพักหนึ่งเพื่อให้เขาได้ถ่ายในที่ที่เขาต้องการตั้งแต่ตอนแรกดีกว่าเขามาถ่ายในบ้าน หรือหากเราไม่มีบริเวณให้เขาถ่ายก็ควรจัดบริเวณให้เขาได้ถ่ายอย่างเหมาะสมอย่างเห็นสมควร

หลังจากนั้นผู้เลี้ยงควรปล่อยให้สุนัขสำรวจรอบบ้านตามสัญชาตญาณของเขา และเมื่อเขาเริ่มรู้สึกคุ้นชินแล้วก็ควรฝึกเขาให้รู้จักกับที่นอน ที่กินอาหาร และที่ถ่ายให้ถูกต้องและเป็นที่ ด้วยการเมื่อเขากินข้าวกินน้ำแล้ว ก็ให้ผู้เลี้ยงพาเขาไปที่ถ่ายทันทีเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่าตรงนี้คือพื้นที่ขับถ่ายของเขา

แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่สุนัขย้ายเข้ามาใหม่เขาจะมีความตื่นเต้นอยู่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มักไม่ค่อยกินอาหารเท่าไรนัก โดยส่วนมากเขาจะกินแต่น้ำฉะนั้นผู้เลี้ยงจะควรเตรียมภาชนะใส่น้ำเตรียมไว้ให้เขาอย่างเรียบร้อย ส่วนในเรื่องของอาหารในช่วงแรกนั้นนอกจากเขาจะมีความตื่นเต้นกับสถานที่แปลกใหม่แล้วก็ยังมีเรื่องของความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นการที่เราเปลี่ยนอาหารใหม่เลยก็ยิ่งทำให้เขาไม่กินอะไรไปกันใหญ่ ฉะนั้นผมจะอยากแนะนำผู้เลี้ยงให้สอบถามเจ้าของเดิมด้วยว่าเขากินอาหารตัวไหน กินมากน้อยแค่ไหนและบ่อยแค่ไหนด้วยเพื่อที่จะให้เขาทำความคุ้นชินได้ง่าย และปรับตัวไปทีละขั้นได้ง่ายขึ้น

ซึ่งผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่านอกจากอาการตื่นเต้นกับสถานที่ที่แปลกใหม่แล้วเขาก็ยังมีความเครียดด้วย ซึ่งความเครียดนี้ก็สามารถสังเกตและมีอาการที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งบางตัวอาจจะซ่อนตัว ไม่กินอาหาร หรือบางตัวหากเครียดมากอาจถึงขั้นมีอาการอาเจียนร่วมหรือท้องเสียร่วมด้วยก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเขาไม่อาการป่วยมากก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นอาการปกติเมื่อเครียด ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงปล่อยให้เขาได้ทำการปรับตัวกับที่ใหม่ก่อนเพื่อความคุ้นชิน

การสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับลูกสุนัข

การสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับลูกสุนัข

ลูกสุนัขที่เรารับมาเลี้ยงต่อเจ้าของเดิมนั้นควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบถ้วน เพื่อเป็นการป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังนั้นเมื่อรับลูกสุนัขมาแล้วผู้เลี้ยงจึงต้องควรถ่ายว่าลูกสุนัขได้รับวัคซีนอะไรไปแล้วบ้างหรือไม่ หรือหากฉีดไปบ้างแล้ว ฉีดอะไรไปบ้าง และมีนัดฉีดซ้ำอีกเมื่อไร แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับฟาร์มที่เรารับมาด้วยมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแม่สุนัขจะได้รักการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนแล้วก่อนผสมหรืออาจจะไม่บางส่วนอาจจะไม่ได้รับก็เป็นได้ ซึ่งในกรณีที่แม่สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนผสมแล้วก็จะทำให้ลูกสุนัขได้เช่นกันผ่านทางน้ำนม และภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ในลูกสุนัขได้ไม่น้อยกว่า เดือนจึงจะหมดไป ซึ่งหากเราไม่รู้ว่าแม่สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนแล้วแต่เราไปพาลูกสุนัขไปฉีดวัคซีนในระยะ 2 เดือนที่วัคซีนยังอยู่ก็จะทำให้วัคซีนที่ฉีดเขาไปใหม่แล้ววัคซีนที่มีอยู่แล้วเกิดปฏิกิริยาต่อกันและก็จะสามารถถูกทำลายไปจนหมดได้ และลูกสุนัขก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันเลยซึ่งเมื่อได้รับเชื้อโรคก็จะทำให้เป็นโรคได้ง่าย แต่กลับกันในกรณีที่แม่สุนัขไม่ได้รับการถ่ายพยาธิหรือไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนผสมเลย หากเรานำลูกสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนก็จะทำให้เขาไม่ภูมิคุ้มกันขึ้นมาครับ และสามารถสรุปได้ดังนี้ครับ:

– หากแม่สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนที่จะได้รับการผสม และเราพาลูกสุนัขไปรับการฉีดวัคซีนในระยะที่ยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในตัวคือประมาณ 2 เดือน ก็จะทำให้วัคซีนที่มีอยู่กับวัคซีนที่ฉีดเข้าไปใหม่เกิดการตีกันและทำลายตัวเอง สุดท้ายก็จะทำให้ลูกสุนัขไม่มีภูมิคุ้มกันเช่นเดิม

– หากแม่สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนที่จะได้รับการผสม วัคซีนจะสามารถส่งผ่านไปยังลูกสุนัขได้ผ่านทางน้ำนม ซึ่งจะส่งผลให้ลูกสุนัขมีภูมิคุ้มกันอยู่ได้ไม่น้อยกว่า 2 เดือน

– หากแม่สุนัขไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนที่จะได้รับการผสม และเราพาลูกสุนัขไปฉีดทีหลังก็จะทำให้ลูกสุนัขมีภูมิคุ้มกันที่เต็มที่

– หากแม่สุนัขไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนที่จะได้รับการผสม และลูกก็ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหลังจากนั้น ลูกก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันเลย

ซึ่งเมื่อดูจาก 4 กรณีที่ผมได้สรุปมาข้างต้นนี้จะพบว่ามันมีโอกาสเสี่ยงแบบครึ่งต่อครึ่ง ฉะนั้นแล้วผู้ที่รับเลี้ยงต่อจึงควรถามเจ้าของก่อนให้แน่ชัดว่าแม่และลูกสุนัขได้รับการถ่ายพยาธิหรือได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนหรือไม่ และหากมีหลักฐานการฉี่ด้วยก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่หากยังไม่ได้รับสักตัวเลย การสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกสุนัขนั้นมี 2 สิ่งที่ต้องทำใหญ่ๆ ดังนี้

1. การฉีดวัคซีน

1. การฉีดวัคซีน

เมื่อเราไปรับสุนัขมาแล้ว ควรพาสุนัขไม่ฉีดวัคซีนทันที โดยวัคซีนที่ควรฉีดคือ วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส กับวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งในปัจจุบันสุนัขไม่ต้องฉีดวัคซีนทีละตัวแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีวัคซีนรวมที่สามารถฉีดเข็มเดียวก็สามารถป้องกันถึง 4 โรคได้อย่างครอบคลุม ซึ่งหลังจากนั้น 2 อาทิตย์ต้องนำกลับไปซ้ำเข็มที่ 2 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของสุนัขสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง ซึ่งแม้ว่าแม้สุนัขจะได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนผสมแล้ว และทำให้วัคซีนหมดไป แต่ในการฉีกซ้ำครั้งที่ 2 ก็สามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน

และหลังจากนั้นเมื่อลูกสุนัขมีอายุเกิด 3 เดือน ผู้เลี้ยงควรพาลูกสุนัขไปรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และควรซีดซ้ำในทุกๆ ปีเพื่อเป็นการสร้างภูมิกันอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนมากสุนัขมักจะรอดเมื่ออายุ 4 เดือนขึ้นไป ดังนั้นช่วงอายุที่ลูกสุนัขตายง่ายที่สุดคือช่วง 2 เดือนครึ่ง – 3 เดือน ฉะนั้นผู้เลี้ยงจึงควรพาลูกสุนัขไปฉีดวัคซีนเพื่อความปลอดภัยและเขาจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

2. การถ่ายพยาธิ

2. การถ่ายพยาธิ

การถ่ายพยาธิสำหรับลูกสุนัขเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะพยาธิตัวกลมและพยาธิปากขอที่สามารถตายได้ง่าย ซึ่งพยาธิทั้ง 2 ชนิดจะสามารถถูกถ่ายทอดผ่านทางรกแม่สู่ลูกได้ ทำให้เมื่อลูกสุนัขบางตัวเมื่อคลอดออกมาแล้วก็สามารถมีพยาธิได้ทันที และเมื่อลูกสุนัขโตขึ้นเรื่อยๆ พยาธิที่อยู่ในตัวก็จะโตขึ้นไปด้วยเช่นกัน และมันจะส่งผลให้ลูกสุนัขผอมโซหรือพุงโรท้องป่องคล้ายอ้วนแต่จริงๆ แล้วไม่ได้อ้วนแต่เพราะพยาธิเต็มท้อง จนเมื่อนานไปก็อาจสามารถส่งผลให้ถึงตายได้เนื่องจากพยาธิอุดตันลำไส้ ฉะนั้นการถ่ายพยาธิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากและควรถ่ายทุกเดือน เดือนละครั้ง

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย