เคล็ดลับการดูแลสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

พุดเดิ้ลทอย

สารบัญ

สุนัขพุดเดิ้ลทอยเป็นสุนัขที่มีนิสัยดีทั้งเป็นมิตร ฉลาด ซน แถมยังต้องการความใกล้ชิดและความรักจากเจ้าของค่อนข้างมาก อีกข้อพิเศษของพุดเดิ้ลทอยคือสามารถปรับตัวได้ง่ายในช่วงวัยเด็ก แต่แน่นอนว่าการดูแลสุนัขนั้นไม่ได้มีการดูแลเพียงสุขภาพแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังรวมไปจนถึงสุขภาพจิตของสุนัขด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอยโตขึ้นก็จะมีปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาได้ไม่ว่าจะเป็นติดพยาธิหรือหูอักเสบ ดังนั้นการดูแลสุนัขพุดเดิ้ลทอยจึงต้องให้ความสำคัญกับการตัดขน การตรวจสุขภาพ และการป้องกันโรคเป็นพิเศษจึงจะช่วยให้เขามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ แต่ควรทำอย่างไรบ้าง ไปดูกัน!

1. การเลือกอาหารสำหรับสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

1. การเลือกอาหารสำหรับสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

สุนัขแต่ละอายุจะมีความต้องการทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรเลือกอาหารที่เหมาะสมกับสุนัขของคุณ มีอาหารสุนัขที่ออกแบบมาเป็นสูตรสำหรับลูกสุนัข สุนัขโตเต็มวัย และสุนัขสูงวัย ตัวอย่างเช่น

– ควรให้อาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ แคลอรีเพียงพอเพื่อสนับสนุนการเติบโต และแคลเซียมเพื่อส่งเสริมกระดูกและฟันที่แข็งแรง หากสุนัขของคุณมีอายุน้อยกว่า 12 เดือน ควรให้อาหารสูตรลูกสุนัข

– ควรให้อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารที่สมดุล ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาหารสูตรนี้จะมอบสารอาหารที่เหมาะสมกับสุนัขที่มีอายุระหว่าง 12 เดือนถึง 7 ปี

– ควรให้อาหารที่มีแร่ธาตุอย่างฟอสเฟสน้อยลง เนื่องจากไตของสุนัขจะทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม อาหารสูตรนี้จะช่วยป้องกันการเสื่อมของไตและอื่นๆ หากสุนัขของคุณมีอายุมากกว่า 7 ปี ควรให้อาหารสูตรสุนัขสูงวัย

อาหารสุนัขที่ควรให้สุนัขทานนั้นควรเป็นอาหารเม็ดแห้ง หรืออาหารเปียก โดยอาหารเม็ดแห้งจะช่วยให้ฟันของสุนัขสะอาดและป้องกันคราบ อาหารเปียกอาจจะมีรสชาติที่ดีกว่า แต่อาหารเนื้อเหนียวจะเกาะที่ฟันและเป็นสาเหตุของการเป็นหินปูน

2. การดูแลความสะอาดทั้งเรื่องผิวหนังและขนของสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

2. การดูแลความสะอาดทั้งเรื่องผิวหนังและขนของสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

สุนัขพุดเดิ้ลทอยเป็นสุนัขที่มีลักษณะเด่นด้วยขนยาวที่หยิกเป็นเกลียว ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างจากสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มักจะผลัดขนเป็นระยะ ขนของสุนัขพุดเดิ้ลทอยจะร่วงลงบ้างแต่ไม่มากนัก แต่ถ้าคุณไม่ดูแลขนของสุนัขอย่างเหมาะสม ขนของสุนัขก็จะเกิดปม ซึ่งอาจทำให้มันเกิดการอักเสบ หรือเป็นที่อาศัยของเชื้อโรค

คุณจึงควรใช้เวลาแปรงขนของสุนัขทุกวันอย่างน้อย 2-3 นาที การแปรงขนจะช่วยให้ขนของสุนัขไม่พันกัน และก็จะเป็นการให้ความสนใจกับสุนัขมากๆ ด้วย ซึ่งจะช่วยให้สุนัขมีความสุขและรักคุณมากขึ้น คุณสามารถใช้หวีหรือแปรงที่หาซื้อได้ตามร้านค้าของสัตว์เลี้ยง คุณอาจจะต้องใช้ทั้งสองแบบโดยใช้หวีตรงบางส่วนของร่างกายของสุนัขและใช้แปรงตรงส่วนอื่นๆ

นอกจากการแปรงขนแล้ว คุณยังต้องฉีดน้ำลงบนขนของสุนัขก่อนที่จะเริ่มหวี เนื่องจากการหวีในตอนที่ขนกำลังเปียกอยู่จะช่วยให้ขนของมันไม่แห้ง สามารถหวีได้ง่าย และไม่เกาะกันเป็นก้อน มันยังช่วยป้องกันเรื่องขนแห้งจากการพันกันแน่นด้วย

และอีกสิ่งที่ควรรู้คือ ขนของสุนัขพุดเดิ้ลทอยนั้นยาวขึ้นอยู่เสมอและค่อนข้างรวดเร็ว ดังนั้นจึงต้องดูแลให้มันเรียบร้อยโดยการเล็ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าคุณอยากจะให้ขนของพุดเดิ้ลทอยมีความสั้นยาวแค่ไหน แต่เน้นที่การเล็มขนของสุนัขทุกๆ 3-8 อาทิตย์ การเล็มขนจะช่วยให้สุนัขดูสะอาดอยู่เสมอจะทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับขนที่เกินไป ซึ่งอาจทำให้สุนัขร้อน หรือเกิดการอักเสบได้

3. การดูแลสุขภาพของสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

3. การดูแลสุขภาพของสุนัขสายพันธุ์พุดเดิ้ลทอย

อย่างไรก็ตามสำหรับการดูแลสุขภาพของสุนัขพุดเดิ้ลทอยไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การดูแลขนของสุนัขเท่านั้น เนื่องจากเมื่อสุนัขมีอายุที่มากขึ้น สุนัขพุดเดิ้ลทอยเป็นสุนัขที่ต้องได้รับการตรวจสุขภาพจากสัตวแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุกๆ 6 เดือนถ้าสุนัขมีอายุมากกว่า 7 ปี โดยสัตวแพทย์จะตรวจหาอาการเจ็บป่วย ฉีดวัคซีน และรักษาปรสิตและพยาธิ นอกจากนี้คุณยังต้องดูแลสุขภาพของสุนัขด้วยการฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ และรักษาปรสิต อย่างเห็บเป็นประจำ วัคซีนจะป้องกันการติดเชื้ออันตราย เช่น พาร์โวไวรัสที่สามารถติดมาจากรองเท้าของคุณได้

อีกสิ่งที่สำคัญคือ การทำหมันสุนัขพุดเดิ้ลทอยเพศเมียจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในสุนัขพุดเดิ้ลทอยที่มีอายุมากขึ้น ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์จะกระตุ้นให้เกิดเบาหวานได้ การทำหมันสุนัขพุดเดิ้ลทอยเพศผู้จะช่วยป้องกันการผสมพันธุ์ที่ไม่ต้องการ และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเกรี้ยวกราด หรือการใช้อำนาจ สุนัขพุดเดิ้ลทอยที่มีอายุมากขึ้นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

เนื่องจากสุนัขมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ฟันผุ หรือหัวใจไม่ดี เป็นต้น ซึ่งหากพาสุนัขไปพบแพทย์แล้ว ผู้เลี้ยงก็ควรถามและปรึกษาแพทย์ให้ชัดเจนเพื่อการป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้น รวมไปจนถึงการดูแลสุนัขเพิ่มเติมในสิ่งที่สงสัยด้วยก็จะช่วยให้ผู้เลี้ยงมีความรอบรู้เกี่ยวกับสุนัขของตัวเองเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย