ตำนานสุนัขผู้ซื่อสัตย์และความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง

สุนัขผู้ซื่อสัตย์

สารบัญ

วันนี้ผมมีเรื่องราวความรักของสัตว์ 4 ขาที่มีต่อมนุษย์อย่างไม่เสื่อมคลายมาฝากให้ทุกท่านได้อ่านกันถึง 2 เรื่องด้วยกัน โดย 2 เรื่องที่ผมได้นำมานี้เป็นเรื่องราวของสุนัขที่รักและซื่อสัตย์กับผู้เลี้ยง ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โดดดังอย่างมากในช่วงเวลานั้นจนบางเรื่องก็ได้นำมาเป็นภาพยนตร์ให้ทุกคนได้ชมและนึกถึงกัน ไปดูกันดีกว่าครับว่าเรื่องที่ผมได้นำมานี้มีเรื่องอะไร และเป็นอย่างบ้าง

1. ฮาจิ ตำนานสุนัขผู้ซื่อสัตย์และรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

1. ฮาจิ ตำนานสุนัขผู้ซื่อสัตย์และรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

สุนัขฮาจิ หรือ ฮาจิโกะ ชื่อนี้ผมคิดว่าใครหลายคนคงจะคุ้นเคยหรือเคยได้ยินมาบ้าง เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1924 เมื่อฮาจิ สุนัขผู้ซื่อสัตย์มารอคอยเจ้าของที่สถานีรถไฟนานกว่า 10 ปี โดยฮาจิเป็นสุนัขพันธุ์ Akita ของศาสตราจารย์ด้านเกษตรแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวที่มีชื่อว่า ฮิเดชาบุโร อุเอโนะ

เนื่องจากกิจวัตรประจำวันของฮาจิคือ ศาสตราจารย์อุเอโนะต้องไปทำงานที่มหาวิทยาลัยโตเกียวทุกวันด้วยรถไฟ ฉะนั้นฮาจิจึงมาที่สถานีรถไฟเพื่อรอรับศาสตราจารย์อุเอโนะที่หน้าสถานีทุกวันเพื่อรับกลับบ้าน แต่แล้ววันหนึ่งศาสตราจารย์อุเอโนะก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นคือ ศาสตราจารย์อุเอโนะเกิดภาวะโลหิตในสมองแตกเฉียบพลันและได้เสียชีวิตลงที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ทำให้นับตั้งแต่วันนั้นศาสตราจารย์อุเอโนะก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย

แต่ฮาจิผู้ไม่รู้เรื่องนี้จึงทำให้เขายังคงรอคอยเจ้าของที่หน้าสถานีรถไฟอย่างมีความหวังเสมอว่าเจ้าของจะกลับมา ไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกฮาจิก็จะรออยู่แบบนี้เสมอ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 1932 ได้มีคนสังเกตเห็นความซื่อสัตย์ที่ยิ่งใหญ่นี้ของเขาจึงได้นำเรื่องราวที่น่ายกย่องนี้ไปเขียนเป็นบทความเกี่ยวกับการรอคอยของฮาจิในหนังสือพิมพ์ฮาตาชิ จึงทำให้เรื่องราวของฮาจิโด่งดังและเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และเมื่อมีผู้คนผ่านไปผ่านมาก็จะนำอาหารหรือขนมไปให้ฮาจิอยู่เสมอ

และหลังจากการรอคอยมานานกว่า 10 ปี ฮาจิก็ได้ตายเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 1935 ซึ่งหลังจากที่ฮาจิตายก็ได้มีการนำร่างของฮาจิไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น พร้อมทั้งยังมีการยกย่องถึงความซื่อสัตย์ที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยการสร้างอนุสรณ์ที่หน้าสถานีรถไฟชิบุย่าซึ่งเป็นที่ที่ฮาจิรอคอยศาสตราจารย์อุเอโนะกลับมาเพื่อรำลึกถึงความซื่อสัตย์ที่ยิ่งใหญ่ของเพื่อน 4 ขาตัวนี้

สิ่งที่เราอาจไม่รู้เกี่ยวกับฮาจิ

– เมื่อดูจากรูปปั้นของฮาจิจะเห็นว่าหูข้างซ้ายของฮาจิจะตกลงมา ซึ่งในความเป็นจริงและรูปปั้นก็ได้ปั้นตามตัวจริงของฮาจิที่มีหูข้างซ้ายตกลงมาเมื่อมีอายุมากเช่นกัน แต่ตอนเป็นหนุ่มนั้นก็มีหูตั้งตามปกติ

– จากการชันสูตรการตายของฮาจิในเวลานั้นพบว่า ฮาจิมีปัญหาเกี่ยวกันระบบอาหาร และมีพยาธิที่ไตและตับ

– อนุสรณ์ฮาจิที่ได้สร้างไว้เพื่อเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ของเพื่อน 4 ขาที่หน้าสถานีรถไฟชิบุย่า ตอนนี้ได้กลายมาเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของคนญี่ปุ่น

– สิ้นสุดการรอคอยมากว่า 100 ปี ทางมหาวิทยาลัยโตเกียวก็ได้หล่อรูปอนุสรณ์ของศาสตราจารย์อุเอโนะได้กลับมาพบกับฮาจิอีกครั้งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558

2. บ๊อบบี้ กับการเดินทางถึง 3,300 กม.เพื่อที่จะได้กลับบ้านอีกครั้ง

2. บ๊อบบี้ กับการเดินทางถึง 3,300 กม.เพื่อที่จะได้กลับบ้านอีกครั้ง

บ๊อบบี้ กับการเดินทางถึง 3,300 กม.เพื่อที่จะได้กลับบ้านอีกครั้งเป็นเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อของสุนัขที่เดินทางข้ามทวีปเพื่อพบหน้าของเจ้าของอีกครั้ง โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2466 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเจ้าของที่ชื่อว่า แฟรงค์ เบคเซียร์ ได้พาสุนัขพันธุ์สก็อตต์ คอลลี่ และอิงลิช เชปเพริด์ที่มีชื่อว่า บ๊อบบี้ ไปเยี่ยมญาติที่รัฐอินเดียนา โดยเดินทางจากรัฐโอเรกอน

ด้วยสภาพถนนที่ค่อนข้างแย่ทำให้รถนั้นเสียกลางทาง ทำให้ต้องออกนอกเส้นทางเพื่อแวะอู่ซ่อมรถและเรื่องก็เกิดขึ้นเมื่อบ๊อบบี้พลัดตกจากรถไปทับกับสุนัขเจ้าถิ่นเข้าจึงทำให้ถูกไล่จนวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงจนพลาดกับผู้เป็นเจ้าของ แฟรงค์ เบคเซียร์ และจุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของบ๊อบบี้ ที่ต้องเดินทางจากรัฐอินเดียนาสู่รัฐโอเรกอน ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นระยะทางถึง 3,300 กม. หากคิดภาพไม่ออกว่ามันไกลแค่ไหนกันเชียว หากเปรียบเทียบกันประเทศก็เท่ากับเราเดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่นั่นแหละครับ

หลังจากที่บ๊อบบี้ได้วิ่งหนีเตลิด และเริ่มได้สติก็ตั้งหลักและค่อยๆ เดินทางกลับ โดยกลับจากรัฐอินเดียนาและระหว่างทางก็ได้ผู้คนใจดีที่อยู่แถวนั้นให้ขนมและอาหารให้กินเป็นระยะๆ ซึ่งในการเดินทางนี้บ๊อบบี้ต้องผ่านทั้งทุ่งหญ้า แม่น้ำ และภูเขาและสถานที่มากมาย

โดยมีคนที่ได้ให้ความช่วยเหลือบ๊อบบี้เล่าเป็นเสียงและทิศทางเดียวกันว่า มีสุนัขเฝ้าแกะตัวใหญ่ที่เหมือนพลัดหลงมา และเขาได้ให้อาหารให้กับบ๊อบบี้กิน หลังจากนั้นบ๊อบบี้ก็จะพักผ่อนประมาณ 1 คืนและออกเดินทางต่อทันที โดยก็ไม่มีใครรู้ว่าบ๊อบบี้จะไปที่ไหน

จนเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปถึง 6 เดือนบ๊อบบี้ก็ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านที่รัฐโอเรกอน ซึ่งเมื่อเรื่องราวนี้เกิดขึ้นก็กลายเป็นข่าวใหญ่โตอย่างมากในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นละแวกนั้น ซึ่งได้มีคนไปคำนวณเส้นทางที่บ๊อบบี้เดินทางกลับมานั้นทั้งต้องหลีกเลี่ยงภูเขาและเส้นทางที่ไม่อาจจะผ่านได้ทำให้เส้นทางที่บ๊อบบี้กลับมาจริงๆ นั้นอาจจะมีระยะทางที่ไกลถึง 4,000 กม. เลยก็เป็นได้

ซึ่งสิ่งเดียวที่จะทำให้เจ้าบ๊อบบี้เดินทางกลับบ้านได้นั้น นอกจากความฉลาดของเขาแล้ว ความรักอันยิ่งใหญ่ที่บ๊อบบี้ที่มีให้เจ้าของก็คงไม่น้อยเลยทีเดียว

Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย