การดูแลความสะอาดสุนัขเบื้องต้นที่ควรรู้

การดูแลความสะอาดสุนัข

สารบัญ

ในการเลี้ยงดูสุนัขต้องมีทั้งการเอาใจใส่ ความรัก และในการดูแลตั้งมีทั้งทางจิตใจและทางร่างกาย ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการคอยสังเกตความผิดปกติบนร่างกาย การอาบน้ำ และแปรงขน แต่ไม่เพียงเท่านี้ ก็ดูแลสุนัขให้มีสุขภาพที่ดียังต้องดูแลในเรื่องความสะอาดหู ตา ฟัน และรวมไปจนถึงเล็บด้วย และในบทความนี้ผู้จะมาบอกถึงวิธีการดูแลความสะอาดสิ่งเหล่านี้ของสุนัข และรวมถึงความสำคัญที่ต้องทำอีกด้วย ฉะนั้นเราไปดูกันดีกว่าครับว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

1. การดูแลหูสุนัข

1. การดูแลหูสุนัข

นอกจากการอาบน้ำแปรงขนที่จำเป็นแล้ว หูยังเป็นส่วนสำคัญที่ควรได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน และหูสุนัขที่ดีและปกติจะต้องมีสีชมพูเรื่อๆ สะอาด และไม่กลิ่นที่ผิดปกติ และหูควรจะสะอาดไม่มีขี้หูมากจนเกินไป ไม่มีหมัดหรือเห็บ ไม่มีแผลหรือหนอง สุนัขส่วนใหญ่มักมีขนที่ขึ้นที่บริเวณหู และขนเหล่านี้แหละครับที่เป็นตัวเพาะเชื้อ และมักจะหมักหมมสิ่งสกปรกทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

และเนื่องจากหูเป็นแหล่งที่สามารถเกิดเชื้อโรคได้ง่าย ทำให้ผู้เลี้ยงต้องคอยหมั่นดูแลเอาใจใส่เช็ด ถู หรือล้างสิ่งสกปรกในช่องหูออกให้หมดอย่างสม่ำเสมอ แต่ยังถือว่าดีเนื่องจากหูของสุนัขสามารถถ่ายเทอากาศได้ดีทำให้สิ่งสกปรกจึงไม่สามารถหมักหมมจนเกิดโรคขึ้นได้

แต่หากเห็นว่าหูของสุนัขสกปรกก็สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการใช้สำลีหรือผ้านุ่มๆ เช็ดบริเวณใบหู และรูหูส่วนนอกของหูให้เป็นประจำ แต่ทางที่ดีควรทำความสะอาดหรือการเช็ดหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเนื่องจากเป็นตรวจสิบด้วยว่ามีน้ำยังหลงเหลือหรือไหลเข้าไปในหรือไม่ ซึ่งหากเห็นว่ายังมีน้ำอยู่ต้องเช็ดให้แห้งและสะอาดเพื่อป้องกันการอักเสบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะเช็ดลึกจนเกินไปเนื่องจากภายในใบหูของสุนัขนั้นมีความอ่อนไหวมากฉะนั้นหากต้องการทำความสะอาดลึกมากควรจะพาไปพบหมอเพื่อให้เขาทำให้จะดีกว่า

2. การดูแลตาของสุนัข

2. การดูแลตาของสุนัข

ตาของสุนัขที่ดีจะต้องมีแววตาที่แจ่มใส และไม่ควรมีสีแดง ขุ่นมัว หรือไม่ขี้ตา รวมไปจนถึงไม่ควรมีคราบน้ำไหลเป็นคราบอยู่เสมอซึ่งสิ่งนี้แสดงว่ามีอะไรผิดปกติกับตา หากเป็นโรคตาอักเสบธรรมดาเนื่องจากผมเข้าตาก็สามารถรักษาได้ง่ายด้วยการใช้น้ำยาหยอดตา 4-5 หยดเพื่อให้น้ำยาล้างตาได้ชะล้างเอาสิ่งสกปรกภายในตาออก จากนั้นให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดเบาๆ รอบๆ ตาออก แต่หากมากกว่าที่จะสามารถรักษาเองได้ก็ควรนำไปหาหมอจะดีกว่า

ในสุนัขบอกตัว เราจะเห็นว่ามีรอยด่างสีน้ำตาลที่ขนใต้ตาเสมอที่เป็นอย่างนี้ก็มาจากที่บริเวณนั้นมักเปียกแฉะจากน้ำตาของสุนัขทำให้คราบน้ำตานี้จะติดแน่นที่บริเวณหัวตาย้อยลงมา ส่วนในการกำจัดนั้นก็สามารถทำได้ด้วยการหมั่นเช็ดถูอย่างประจำสม่ำเสมอในทุกๆ วันเพื่อให้ขนที่ติดคราบน้ำตาค่อยๆ หลุดร่วงไปจนหมด แต่ในขณะเดียวกันสุนัขที่ตาแฉะบางตัว อาจเกิดจากที่ขนตาขึ้นผิดปกติซึ่งอาจจะแยงเข้าไปในลูกตา และในการรักษานี้ต้องพาไปหาหมอเท่านั้นจึงจะสามารถรักษาได้และปลอดภัยมากกว่า

3. การดูแลฟันของสุนัข

3. การดูแลฟันของสุนัข

โดยปกติแล้วสุนัขจะฟันผุได้ยากมาก แต่ที่สามารถพบได้บ่อยคือ เหงือกอักเสบ และเกิดจากฟันสุนัขที่ไม่สะอาด ซึ่งขี้ฟันที่หมักหมมมากจนจับตัวกันเป็นคราบสีเหลืองและจะเกาะติดอยู่ที่ผิวฟันคือหินปูน ซึ่งบางทีหากหินปูนมีมากก็จะทำให้ลุกลามจนถึงเหงือกได้ และจะส่งผลให้เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก จนสุดท้ายก็จะทำให้ฟันหลุดในที่สุด

ส่วนวิธีป้องกันในการจับตัวของหินปูน สามารถทำได้ด้วยการให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูปที่เป็นเม็ดแห้ง หรือให้สุนัขได้แทะกระดูกบ้างเพื่อเป็นการขัดฟัน แต่ถ้าจะให้ดียิ่งไปกว่านั้นเราต้องพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทุกๆ ปี เพื่อเป็นการดูแลรักษาฟันของสุนัขให้ดีอยู่เสมอ แต่หากสุนัขมีการจัดเรียงตัวของฟันที่แย่มาก มีเหงือกเป็นหนองและฟันหลุดเสมอการแทะกระดูกก็อาจจะช่วยไม่ได้ ในกรณีนี้จะต้องได้รับการตรวจฟัน และทำให้ความสะอาดฟันบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอโดยสัตวแพทย์

4. การดูแลเล็บของสุนัข

4. การดูแลเล็บของสุนัข

เล็บของสุนัขหากปล่อยให้ยาวมากก็จะงอกจิกลงพื้น ทำให้มันสึกไปโดยธรรมชาติเนื่องจากมันเสียดถูกับพื้น แต่หากเลี้ยงสุนัขที่พื้นไม้หรือซีเมนต์เล็บก็จะไม่สึก แต่จะทำให้เล็บยาวกว่าปกติซึ่งจะทำให้เดินไม่สะดวก และเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ นิ้วก็จะคดหรือแยกออกจากกัน แต่บางทีก็ถอน ฉีก หรือแตกและสามารถทำให้เกิดเป็นแผลหนองได้ และสิ่งนี้จะทำให้สุนัขเจ็บปวดมากเวลาเดิน ฉะนั้นผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นดูแลและตรวจคอยตรวจเล็บเท้าของสุนัขให้สั้นอยู่เสมอ

และในการตัดเล็บสุนัขควรใช้กรรไกรสำหรับตัดเล็บโดยเฉพาะ ซึ่งจะสามารถทำได้ง่ายและปลอดภัยก็จะทำให้ได้รอยตัดที่กลมโค้ง และในการตัดควรตัดที่บริเวณปลายเล็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้อระวังคือควรตัดให้ถูกปลายประสาทสีชมพูในเล็บของสุนัขที่มีเล็บสีดำที่อาจไม่สามารถมองเห็นปลายประสาทได้ ฉะนั้นการตัดเล็บจึงควรตัดแค่บริเวณปลายเล็บเท่านั้น หรือให้ตัดในบริเวณที่ต่ำกว่าบริเวณที่มีเลือดมาเลี้ยงสัก 3 มิลลิเมตร และที่สำคัญคือในการตัดเล็บควรจะทำทุกเดือนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ แต่ช่วงเวลาในการตัดที่ดีนั้นควรติดหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เนื่องจากเล็บที่เปียกน้ำอยู่มันจะอ่อนและสามารถตัดได้ง่ายกว่าเล็บธรรมดามาก

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย