10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021

จัดอันดับ สัตว์เลี้ยงสุดแปลก

สารบัญ

ถ้าจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงแล้ว หลายคนก็คงจะนึกถึงน้องหมาน้องแมวน่ารัก ๆ ที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาหรือเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านก็ดี แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงสัตว์ชนิดอื่น อย่างสัตว์แปลกหรือสัตว์พิเศษ ซึ่งสัตว์ชนิดนี้เราสามารถเรียกได้อีกชื่อว่า เอ็กโซติก เพ็ท (Exotic pet)  เช่น หนู ตุ๊กแก กิ้งก่า งู เต่า ลิง ที่ดูเหมือนจะไม่สามารถเลี้ยงได้แต่ก็มีคนนำมาเลี้ยงแล้วจริง ๆ 

10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 02
10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 03

Exotic pet นั้นได้รับความนิยมในต่างประเทศและเลี้ยงกันมายาวนานแล้ว ส่วนในบ้านเราก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเชื่อไหมว่าในประเทศไทยมีกลุ่มคนเพาะกิ้งก่าเบียร์ดดรากอน  (Bearded dragons) ที่ทำการพัฒนาสายพันธุ์และสีสันจนโดนใจผู้ที่ชื่นชอบกิ้งก่าสายพันธุ์นี้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จนทำให้กิ้งก่าเบียร์ดดราก้อนในไทยโด่งดังติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยค่ะ 

10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 04

และหากถามถึงเสน่ห์ของสัตว์ชนิดพิเศษคืออะไร ก็คงต้องตอบว่าสัตว์เหล่านี้มีความน่ารักแตกต่างกันออกไปตามแต่ความชอบของแต่ละคน สัตว์แต่ละชนิดก็จะมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นกระต่ายก็จะมีความน่ารัก เรียบร้อยและไม่ส่งเสียงดัง หรือจะเป็นนกแก้วที่ช่างพูด ช่างคุย สีสันสวยงามและแสนรู้อีกด้วย 

10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 05

ข้อดีของการเลี้ยงสัตว์ชนิดพิเศษ

10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 06

หลายคนเคยผ่านการเลี้ยงสุนัขและแมวมาบ้างแล้วและอาจพบเจอปัญหาบางอย่าง เช่น สุนัขชอบเห่าส่งเสียงดัง, สุนัขหลุดไปบ้านอื่น, สุนัขไปถ่ายมูลหน้าบ้านเพื่อนบ้านหรือน้องแมวแอบหนีเที่ยวข้ามไปรบกวนเพื่อนบ้าน ปัญหาเหล่านี้สร้างความลำบากใจให้กับทั้งเจ้าของและเพื่อนบ้านอย่างมาก บางรายถึงขั้นทะเลาะกันเลยก็มี หรือบางทีขนสัตว์ก็อาจเป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงที่แพ้ขนสัตว์ได้ ทางเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์พิเศษนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะมีให้เลือกมากมายหลายชนิด ดังนี้
1. ในบางคนอาจเป็นโรคแพ้ขนสุนัขหรือขนแมวก็สามารถเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่มีขนได้ เช่น ปลา เต่า กิ้งก่า งู
2. พื้นที่ในการเลี้ยงมีจำกัด อาจเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กเช่น หนูแฮมสเตอร์หรือปลาสวยงามบางชนิด
3. กลัวมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ถ้าเลี้ยงสุนัขก็อาจมีเสียงเห่ารบกวน เลี้ยงแมวก็อาจจะไปรบกวนเพื่อนบ้าน ลองเลี้ยงสัตว์อื่นที่เราสามารถดูแลไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้านได้
4. เรื่องเวลาและการดูแลเอาใจใส่ เต่าก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลมากนัก เนื่องจากเต่านั้นเลี้ยงง่ายและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างดี
5. สร้างรายได้เสริม เนื่องจากสัตว์ชนิดพิเศษบางชนิดกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในท้องตลาด เช่น กิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน ที่สีสันสวยงามและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เราสามารถเพาะพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์จนมีลักษณะโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาดได้เลย
6. ได้ความเท่ ไม่เหมือนใคร ลองจินตนาการว่าคุณได้อุ้ม บุชเบบี้ ลิงจิ๋วสุดน่ารักที่มีหน้าตาคล้ายตุ๊กตาเฟอร์บี้ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะดูสิ ความน่ารักของเจ้าตัวนี้จะดึงดูดผู้คนรอบข้างมาหาคุณ รับรองว่าคุณจะมีเรื่องให้เม้าท์จนกลับบ้านดึกเลยทีเดียว

ข้อควรระวังและการพิจารณาในการเลือกเลี้ยงสัตว์ชนิดพิเศษ

10 สัตว์เลี้ยงสุดแปลก ที่นิยมเลี้ยงกันในปี 2021 07

1. อันดับแรกคือราคาค่าตัวน้อง สัตว์พิเศษแต่ละชนิดก็จะมีค่าตัวมากน้อยแตกต่างกันไปและแน่นอนว่าบางชนิดราคาสูงกว่าน้องหมาน้องแมวอีก ต่อให้เป็นชนิดเดียวกันแต่สีและสายพันธุ์ย่อยที่หายาก บรีดยาก ก็สามารถทำให้ราคาสูงขึ้นได้
2. โรคระบาดที่อาจติดจากสัตว์สู่คน ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสอบถามทางผู้ขายเกี่ยวกับโรคของสัตว์ชนิดนั้น
3. ค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูงและโรงพยาบาลสัตว์พิเศษเฉพาะทางที่ยังมีน้อย
4. แม้เราจะมองว่าน้องน่ารักมากแค่ไหนก็ตาม แต่น้องเราก็อาจจะไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน
5. สัตว์บางชนิดต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ
6. การเลือกชนิดของสัตว์ที่จะนำมาเลี้ยงนั้นควรศึกษาข้อกฎหมายให้ดี เพราะบางชนิดเป็นสัตว์คุ้มครองจำเป็นต้องมีใบอนุญาตในการเลี้ยงหรือครอบครอง
7. ปัจจุบันในประเทศไทยนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลด้านสัตว์ชนิดพิเศษค่อนข้างน้อย

ก่อนเราจะไปดู 10 อันดับสัตว์แปลกที่คนนิยมเลี้ยงกันนั้น เรามาดูการแบ่งประเภทของสัตว์ประเภทนี้กันก่อน โดยสัตว์ชนิดพิเศษเหล่านี้สามารถแบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 

1. สัตว์เลื้อยคลาน จำพวก เต่า กิ้งก่า งู ตุ๊กแก จิ้งเหลน จิ้งจก หอยทาก ตัวเงินตัวทอง

1. สัตว์เลื้อยคลาน จำพวก เต่า กิ้งก่า งู ตุ๊กแก จิ้งเหลน จิ้งจก หอยทาก ตัวเงินตัวทอง

2. สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จำพวก กบ คางคก เต่าบางชนิด

2. สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จำพวก กบ คางคก เต่าบางชนิด


3. สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวก แมลง แมงมุม กุ้ง ดาวทะเล

3. สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จำพวก แมลง แมงมุม กุ้ง ดาวทะเล

4. สัตว์ปีก จำพวก นก ไก่ เป็ด ค้างคาว แมลง

4. สัตว์ปีก จำพวก นก ไก่ เป็ด ค้างคาว แมลง


5. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำพวก หนู ลิง แรคคูน จิ้งจอก กระต่าย

5. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำพวก หนู ลิง แรคคูน จิ้งจอก กระต่าย


6. กลุ่มปลาชนิดแปลก จำพวก ปลากระเบน ปลาปิรันย่า ปลาไหลไฟฟ้า ปลาซัคเกอร์

6. กลุ่มปลาชนิดแปลก จำพวก ปลากระเบน ปลาปิรันย่า ปลาไหลไฟฟ้า ปลาซัคเกอร์

จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการแบ่งประเภทออกมาแล้ว สัตว์ชนิดพิเศษเหล่านี้ก็มีให้เราได้เลือกนำไปเลี้ยงอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์เท่าที่มนุษย์จะสรรหามาเลี้ยงกันได้ หลายคนอาจจะนึกออกแค่ เต่า กิ้งก่า งูหรือแมงมุม แต่ใครจะรู้ว่ายังมีสัตว์แปลกอีกหลายชนิดที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะมีการนำมาเลี้ยงแล้วจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาดู 10 อันดับสัตว์แปลก ที่คนนิยมเลี้ยงรวมไปถึงสัตว์แปลกที่เรานึกไม่ถึงว่าคนจะนำมาเลี้ยงจริง ๆ

10 อันดับสัตว์แปลกแต่น่ารักที่คนมักนิยมเลี้ยง

ถึงเวลาที่เราจะได้ไปดูกันแล้วว่าสัตว์พิเศษชนิดไหนบ้างที่คนนิยมเลี้ยงกัน จะน่ารัก น่าเลี้ยงขนาดไหนไปดูกันเลย

1. หนูแฮมสเตอร์ (Hamster)

1. หนูแฮมสเตอร์ (Hamster)

เริ่มกันที่หนูแฮมสเตอร์ตัวจิ๋วน่ารักตัวนี้กัน หลายคนเคยเห็นและเคยผ่านตากันมาบ้างเพราะในบ้านเรามีการนำเข้ามาเลี้ยงกันเมื่อหลายปีก่อน และเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง หนูแฮมสเตอร์จัดเป็นสัตว์ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เป็นฟันแทะ (Rodent) และที่สำคัญมีส่วนหางสั้นมาก ๆ เรียกได้ว่าเกือบจะไม่มีหางที่งอกยาวเหมือนหนูนา หนูบ้านหรือดัมโบ้แรทเลย ใครที่รู้สึกกลัวหางหนูสามารถเลี้ยงเจ้าตัวนี้ได้อย่างสบายใจ สำหรับสายพันธุ์ของหนูแฮมสเตอร์นั้นแบ่งเป็นอีก 4 สายพันธุ์ย่อย ๆ ด้วยกัน ได้แก่ Syrian hamster (Golden hamster หรือ Giant hamster), Winter white hamster, Campbells hamster และ Roborovski hamster


แม้จะดูเหมือนว่าเจ้าหนูตัวเล็กพวกนี้จะเลี้ยงง่าย อันที่จริงก็เลี้ยงไม่ง่ายไม่ยาก และที่สำคัญต้องใช้ความอดทนมากสักหน่อย เพราะหนูแฮมสเตอร์ไม่ค่อยเชื่องกับเจ้าของมากนัก ต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกันพักใหญ่เชียวแหละ เรื่องพื้นที่ในการเลี้ยงและอุปกรณ์ก็สำคัญ สำหรับสายพันธุ์ไจแอ้นท์ (Syrian hamster) เป็นสายพันธุ์ที่ตัวใหญ่กว่าสายพันธุ์อื่น ต้องใช้กรงที่ค่อนข้างใหญ่ มีพื้นที่ในการวิ่งและอุปกรณ์ที่ใหญ่มากพอให้เค้าใช้งานได้สะดวก ไม่งั้นอาจจะเบื่อและเครียดได้ ข้อควรระวังที่สุดก็คือ ต้องเลี้ยง 1 ตัวต่อ 1 กรงเท่านั้นนะคะ เนื่องจากเขาจะค่อนข้างหวงถิ่น หวงอาณาเขต อาจทำให้กัดกันตายได้ และสัตว์จำพวกหนูนั้นไม่ว่าสายพันธุ์หรือชนิดไหนก็มีอัตราการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วมาก หากเลี้ยงตัวเมียกับตัวผู้ในกรงเดียวกัน โอกาสในการขยายพันธุ์ออกลูกออกหลานก็มีสูง หากไม่ต้องการเลี้ยงหลายตัวหรือเพาะพันธุ์ ก็ไม่ควรเลี้ยงรวมกัน รวมถึงไม่ควรปล่อยให้เจอกันจะดีกว่า

หนูแฮมสเตอร์นี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปีถึง 2 ปีกว่า ถือว่ามีอายุที่สั้นมาก ๆ โรคที่พบได้บ่อยคือ โรคเกี่ยวกับฝี เนื้องอก ซีสต์ และมะเร็ง สัตว์ประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก เนื่องจากมีความบอบบางและต้องการการดูแลเอาใจใส่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ผู้ถูกล่า ตามธรรมชาติของเขานั้นเมื่อมีความผิดปกติของร่างกายหรือเจ็บป่วยมักจะไม่แสดงออกมาให้เห็น มักจะเก็บอาการเพื่อไม่ให้ผู้ล่าเห็นถึงการบาดเจ็บซึ่งอาจเสียเปรียบได้ ดังนั้นเพื่อเอาตัวรอดจึงเก็บอาการจนกว่าจะทนไม่ไหวนั่นเอง เมื่อผู้เลี้ยงไม่ทันได้สังเกตถึงอาการผิดปกติก็อาจจะสายไปเสียแล้ว เราจึงจำเป็นต้องหมั่นเล่นกับน้องและสังเกตพฤติกรรมน้องบ่อย ๆ จะได้ป้องกันและพาเขาไปรักษาได้ทันท่วงที

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 50 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

2. กระต่าย

2. กระต่าย

อีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมนำไปเลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความน่ารัก ขนปุกปุยนุ่มนิ่ม และฟันหน้าเพียงไม่กี่ซี่ก็เป็นเสน่ห์ชวนให้มนุษย์หลงใหลจนโดนตกโดยไม่รู้ตัว สำหรับกระต่ายเองตามธรรมชาตินั้นเป็นผู้ถูกล่า ดังนั้นจึงมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อสิ่งรอบข้างเพื่อเอาตัวรอด ทั้งการได้ยินเสียง กลิ่น รวมถึงสายตาที่สามารถมองได้เกือบ 360 องศากันเลยทีเดียว และขาหลังซึ่งเป็นอวัยวะที่แข็งแรงมาก ๆ สามารถกระโดดได้สูง 1 เมตรและพุ่งตัวไปได้ไกลกว่า 3 เมตรเลยทีเดียว และเนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์สังคมจึงควรเลี้ยงรวมกันหลายตัวจะได้ไม่เหงา

สำหรับสายพันธุ์กระต่ายที่นิยมเลี้ยงกันนั้นก็จะมี Holland Lop, Netherland dwarf, Teddy Bear, และ Flemish giant โดยเฉพาะสายพันธุ์สุดท้ายนี้เป็นพันธุ์ที่ตัวใหญ่ที่สุดแล้ว มีการจัดอันดับกระต่ายที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก และเจ้าของสถิติก็คือ “ดาริอุส” กระต่ายยักษ์ตัวใหญ่เบ้อเร่อจากประเทศอังกฤษ วัดขนาดจากปลายจมูกจรดถึงปลายหางได้ 130 เซนติเมตร น้ำหนักตัวกว่า 22.2 กิโลกรัมเลยทีเดียว

2. กระต่าย 02


โรคที่มักพบเจอบ่อยในกระต่ายส่วนใหญ่จะเป็นโรคคอเอียง ท้องเสีย ท้องอืด ฝี เชื้อราและฮีทสโตรก(ลมแดด) นั่นเอง จึงควรระวังเรื่องอาหารและน้ำให้เพียงพอ ดูแลความสะอาดอยู่เสมอ ไม่ให้กระต่ายอยู่ในที่ชื้นแฉะ กลางแจ้งหรือในที่ร้อนจัดมากเกินไป และหมั่นคอยปล่อยมาวิ่งเล่นบ้างเพื่อลดความเครียดให้กับกระต่าย หากกระต่ายเกิดอาการเครียดก็อาจจะถึงขั้นกระทืบเท้าขู่ หรือทำร้ายสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ รวมไปถึงเจ้าของได้ อาจสังเกตได้อีกอย่างคือเมื่อเครียดมาก ๆ มักจะทำการถอนขนตัวเอง และที่ควรระวังที่สุดคือเรื่องของการที่น้องเจ็บป่วยแต่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น จนกว่าจะทนแทบไม่ไหวนั่นเอง บางทีผู้เลี้ยงก็สังเกตเห็นความผิดปกติจึงพาไปรักษาได้ทัน จึงควรต้องหมั่นดูแลและสังเกตตัวน้องในทุก ๆ วัน

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 80 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

3. ชูการ์ ไกลเดอร์ (Sugar glider) 

3. ชูการ์ ไกลเดอร์ (Sugar glider)

เจ้าตัวเล็กนี้มีชื่อเรียกได้เยอะมาก ๆ บางคนเรียกว่าชูการ์ ไกลเดอร์, กระรอกบิน, จิงโจ้บิน (เพราะมันมีกระเป๋าหน้าท้องเหมือนจิงโจ้) และกระรอกบินออสเตรเลีย ที่ได้ชื่อว่ากระรอกบินออสเตรเลียนั้นเป็นเพราะมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียนั่นเอง โดยอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้องสำหรับเลี้ยงลูก กลุ่มเดียวกันกับ จิงโจ้และหมีโคอาล่า และยังพบได้ที่เกาะปาปัวนิวกินี ประเทศอินโดนีเซียด้วย

ลักษณะของชูการ์ ไกลเดอร์นั้นค่อนข้างคล้ายกับกระรอกเป็นส่วนใหญ่ ที่แตกต่างก็จะมีดวงตาที่กลมโตและค่อนข้างปูดโปนออกมา สีตามีทั้งดำและสีแดง ข้างลำตัวมีพังผืดจากบริเวณข้อมือทั้งสองข้างจนถึงข้อเท้าทั้งสองข้าง พังผืดนี้ใช้ในการช่วยร่อนหรือบินจากกิ่งไม้หนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งในธรรมชาติ โดยมีหางช่วยในการทรงตัวร่วมด้วย น้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 90-150 กรัม ความยาวตั้งแต่ปลายจมูกถึงปลายหางประมาณ 12 นิ้ว ขนแน่นนิ่มละเอียดทั่วทั้งตัว มีทั้งสีเทาแถบน้ำตาล สีขาวแถบน้ำตาลเข้ม และสีขาวล้วน 

3. ชูการ์ ไกลเดอร์ (Sugar glider)  02

ชูการ์ ไกลเดอร์นั้นเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลและเอาใจใส่จากเจ้าของเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสัตว์สังคมจึงจำเป็นต้องมีการดูแลเป็นพิเศษหน่อย ยิ่งเราได้เล่นเขาก็จะยิ่งคุ้นเคยและจะเชื่องจนติดเจ้าของมาก หรือหากใครไม่สะดวกจะเลี้ยงรวมกันหลายตัวก็ได้เพื่อไม่ให้เขาเกิดความเครียดนั่นเอง

อาหารการกินก็ไม่ยุ่งยาก มีทั้งอาหารสำเร็จรูปและขนมให้เลือกซื้อกันหลากหลาย แต่ไม่ควรให้ยี่ห้อเดียวและรสชาติเดียวกันติดต่อกันนานเกินไป เพราะจะทำให้น้องเบื่ออาหารและอาจเกิดทำให้ไม่สบายได้ สำหรับการให้อาหารทุกมื้อควรเสริมด้วย วิตามิน, แร่ธาตุ, แคลเซียม จากผลไม้ผสมน้ำผึ้ง และโปรตีนจากหนอนนกด้วย เพื่อให้เค้ามีสุขภาพร่างกายที่ดี ต้านทานต่อโรค อยู่กับเราไปได้นาน ๆ

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 900 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

4. จิ้งจอกทะเลทราย (Fennec fox)

4. จิ้งจอกทะเลทราย (Fennec fox)

เมื่อพูดถึงสุนัขจิ้งจอกหรือหมาจิ้งจอกล่ะก็เราจะนึกถึงหมาจิ้งจอกที่มีขนสีแดงที่เคยเห็นกันในการ์ตูนหรือในสวนสัตว์กันใช่ไหม แต่เจ้าจิ้งจอกทะเลทรายหรือเฟนเน็คฟ็อกซ์นั้นแตกต่างกันออกไป ลักษณะภายนอกของสุนัขจิ้งจอกชนิดนี้จะมีใบหูที่ยาวมาก อาจยาวได้ถึง 15 ซม. เลยทีเดียว ที่มีใบหูใหญ่ขนาดนี้ก็เพื่อไว้ใช้ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของเหยื่อในเวลากลางคืน ส่วนเส้นขนนั้นจะมีสีขาวครีมตลอดทั้งตัว เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดที่ทะเลทรายซาฮารา ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จึงต้องพรางตัวตามธรรมชาติและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในถิ่นที่อยู่ทำให้สุนัขจิ้งจอกมีสีขนที่เหมือนกับเม็ดทรายในทะเลทรายนั่นเอง เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.75 กิโลกรัมเท่านั้น ขนาดลำตัวยาว 24-40 ซม. และมีหางยาว 8 นิ้ว อายุขัยเฉลี่ย 12 – 16 ปี ซึ่งถ้าดูจากข้อมูลเหล่านี้แล้วขนาดตัวก็เท่ากับสุนัขพันธุ์ชิวาว่าที่เป็นสุนัขพันธุ์เล็กยอดนิยมเลยทีเดียว 

4. จิ้งจอกทะเลทราย (Fennec fox) 02

สุนัขจิ้งจอกชนิดนี้รักสันโดษ รักอิสระและเป็นตัวของตัวเองสูง นิสัยค่อนข้างคล้ายแมว คือ ถึงเวลานึกอยากจะเล่นก็จะเล่น อยากมาหาเจ้าของก็มาหา นึกจะเมินก็เมินเอาดื้อ ๆ ใครที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่นกับน้องมากนักก็สามารถเลี้ยงน้องได้ แต่ถ้ากลัวน้องเหงาจะพาน้องอีกตัวอยู่ด้วยกันก็ได้ แต่ควรมีพื้นที่ให้เขาแบ่งอาณาเขตกันเพียงพอ และหากเลี้ยงเป็นฝูงต้องมีตัวผู้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ถ้ามีหลายตัวจะทำให้ตัวผู้กัดกันเองจนบาดเจ็บหรือตายเลยก็มี

ส่วนในเรื่องของวิธีการเลี้ยง การดูแลและพื้นที่นั้น ควรให้อยู่ในที่ราบเรียบ ไม่เฉอะแฉะ มีพื้นที่หรือกรงที่ใหญ่พอสมควร สถานที่เลี้ยงควรปิดมิดชิดเพราะสุนัขจิ้งจอกชนิดนี้ปีนหนีออกนอกกรงเก่งมาก และไม่ควรอาบน้ำบ่อยเพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งอาจเกิดรังแคและโรคที่เกิดจากเชื้อราได้ อาหารการกินไม่ควรให้ซ้ำเดิมเป็นระยะเวลานานเพราะอาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ อาจใช้เป็นการเสริมด้วยไข่ต้ม เนื้อสดหรือแมลงด้วย

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 50,000 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

5. กิ้งก่า มังกรเครา (Bearded dragon)

5. กิ้งก่า มังกรเครา (Bearded dragon)

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าประเทศไทยเรานั้นได้มีการเพาะพันธุ์กิ้งก่าเบียร์ดดรากอนได้คุณภาพและสีสันโดนใจตลาดโลกมาแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เบียร์ดดรากอนจะได้อยู่ใน 10 อันดับสัตว์แปลกที่นิยมเลี้ยงกับเขาด้วย

สำหรับกิ้งก่าสายพันธุ์นี้ก็คล้ายกับกิ้งก่าทั่วไป มีลำตัวเป็นสีน้ำตาลสลับลายสีครีม ในปัจจุบันมีคนเพาะให้มีสีที่แปลกไปจากธรรมชาติ ทั้งสีแดงล้วนทั้งตัว หรือสีเหลืองล้วนทั้งตัวได้แล้ว เมื่อตัวโตเต็มที่จะมีขนาดยาว 16-18 นิ้ว นักเพาะพันธุ์บางรายสามารถเพาะพันธุ์และพัฒนาให้มีความยาวถึง 22 นิ้วได้เลยทีเดียว มีเกล็ดและหนามเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณลำตัวเพื่อใช้ป้องกันจากศัตรู และจุดที่ทำให้น้องถูกเรียกว่า เบียร์ดดรากอน หรือ มังกรเครานั้นก็อยู่ตรงที่หนามแหลม ๆ ใต้คอที่ดูเหมือนเครานั่นเอง หนามตรงจุดนี้จะแผ่และขยายออกมาเวลาตกใจ ตื่นเต้น ขู่ศัตรู ต่อสู้ สำหรับตัวผู้ถุงใต้คอตรงนี้จะชัดเจนกว่าตัวเมียและยังใช้หว่านเสน่ห์ใส่ตัวเมียเพื่อดึงดูดให้มาผสมพันธุ์ได้ด้วย

5. กิ้งก่า มังกรเครา (Bearded dragon) 02

แหล่งกำเนิดกิ้งก่าชนิดนี้อยู่ที่ทะเลทราย ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย ดังนั้นการจัดสถานที่เลี้ยงและสภาพแวดล้อมจึงสำคัญมาก ส่วนใหญ่นั้นจะเลี้ยงกันในตู้ปลา ใช้ทรายหรือกรวดแห้งเล็ก ๆ ปูพื้นเป็นแนวราบหรือแนวคลื่น จัดตกแต่งและใช้อุปกรณ์ให้เลียนแบบธรรมชาติแถบทะเลทรายให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้เขาไม่เครียด เนื่องจากเขาเป็นสัตว์ที่หวงถิ่นมากจึงไม่ควรเลี้ยงรวมกัน ควรเลี้ยงแยก 1 ตัว ต่อ 1 ตู้ เพื่อป้องกันการกัดกันตาย อาหารที่สามารถให้ได้จะเป็นจำพวก แมลง หนอน ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ก็ให้ได้

โรคที่พบได้บ่อยกว่าโรคอื่นและค่อนข้างอันตราย คือ โรคปากเน่า Mouth rot เนื่องจากตัวน้องเองเป็นสัตว์ที่กินอาหารกับพื้นและไม่สามารถรู้ได้ว่าที่ตรงนั้นสกปรกมีเชื้อโรคมากแค่ไหน สังเกตง่าย ๆ คือจะมีแผลที่ปาก มีหนอง มีเลือดออกมา บางทีมีน้ำลายออกมามาก มีอาการซึม ไม่ค่อยกินอาหาร โดยโรคนี้มีสาเหตุหลัก ๆ คือ ความสกปรกของกล่องหรือตู้ ภาวะความเครียดของสัตว์เอง การขาดสารอาหารบางอย่างและปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 1,000 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

6. หมูแคระ/หมูจิ๋ว

6. หมูแคระ/หมูจิ๋ว

สัตว์ชนิดนี้ใคร ๆ ก็รู้จัก เพราะมันคือหมูนั่นเอง เพียงแต่ขนาดตัวของน้องจะไม่ใหญ่เท่าพี่หมูที่เราเคยเห็นกัน หมูแคระหรือหมูจิ๋วนี้แบ่งออกได้อีก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Micro pig, Teacup pig และ Mini pig ซึ่งความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์จะอยู่ที่ลวดลายและสีขน ถึงแม้ลักษณะภายนอกดูรวม ๆ แล้วเหมือนหมูทั่วไป แต่ก็มีบางจุดที่แตกต่าง จุดเด่นเลยก็คือเรื่องของขนาดตัวที่เมื่อโตเต็มที่จะสูงได้ถึง 16 นิ้ว มีน้ำหนักประมาณ 30-60 กก. ต่อมาคือน้องไม่มีกลิ่นเหมือนหมูทั่วไปเพราะน้องมีนิสัยรักสะอาด สาเหตุก็เพราะผิวหนังของเขาจะแพ้ง่าย จึงต้องทำตัวเองให้สะอาดตลอดเวลา

นิสัยของหมูแคระนี้จะมีความเป็นมิตรต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ มาก ขี้เล่น ร่าเริง ซุกซน และฉลาดมาก ตามธรรมชาติแล้วน้องก็เหมือนหมูทั่วไปที่ชอบคุ้ยดิน ขุดโคลนมาเล่นบ้าง บางทีก็อาจทำให้เนื้อตัวสกปรก แต่เดี๋ยวเขาก็ทำความสะอาดตัวเองอยู่ดี เพราะพื้นฐานลักษณะนิสัยเขารักสะอาดอยู่แล้ว หรือเราก็สามารถช่วยอาบน้ำให้เขาได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าเช็ด หรือถ้าสกปรกมากให้ใช้สบู่เด็กอาบให้เขา เนื่องจากเขามีผิวที่แพ้ง่าย การใช้สบู่ ยาสระผมหรือสารเคมีที่แรงไปจะทำให้เกิดอาการแพ้ต่อผิวหนังเขาได้ และควรอาบน้ำแค่เดือนละครั้ง การอาบน้ำบ่อยไปทำให้ผิวหนังแห้ง ก่อให้เกิดรังแคและอาการแพ้ได้

มีบ้างในบางครั้งที่น้องอาจแสดงความก้าวร้าวออกมาให้เห็น แต่ไม่ถึงกับรุนแรงจนบาดเจ็บ วิธีแก้ไขคือควรหมั่นเล่นกับเขาและปรับพฤติกรรมกับเขาบ่อย ๆ เนื่องจากเขามีความฉลาดสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เราถ่ายทอดได้ดีพอสมควร เช่น การป้อนอาหารด้วยมือของเราเอง การลูบหัวบ่อย ๆ สัมผัสตัวเค้าบ่อย ๆ เรียกชื่อ กอดเขาก็สามารถทำให้เขาเชื่องและมีพฤติกรรมที่ดีได้

6. หมูแคระ/หมูจิ๋ว 02

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 1,500 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

7. ตุ๊กแกลายเสือดาว (Leopard gecko)

7. ตุ๊กแกลายเสือดาว (Leopard gecko)

หลายคนเห็นหัวข้อนี้แล้วขนลุกซู่หลังจากนึกภาพตาม แต่อย่าเพิ่งตกใจ ตุ๊กแกที่เราจะพูดถึงนี้ไม่เหมือนตุ๊กแกบ้านอย่างที่เข้าใจแน่นอน ตุ๊กแกลายเสือดาวเป็นตุ๊กแกสายแบ๊ว ที่หน้าตาดูเหมือนจะยิ้มให้ตลอดเวลา แต่ดู ๆ ไปก็เหมือนจิ้งจกมากกว่า (คนกลัวจิ้งจกน่าจะขนลุกอีกรอบ) ตุ๊กแกชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากทะเลทรายแถบเอเชียใต้ บ้างก็พบบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียและในบางภูมิภาคของประเทศอิหร่าน แต่เอาเข้าจริงประเทศถิ่นกำเนิดตุ๊กแกสายพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเลย ประเทศสหรัฐอเมริกาต่างหากที่เป็นผู้เริ่มนำมาเพาะเลี้ยงและพัฒนาให้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยง จนเริ่มแพร่ความนิยมเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

เจ้าตุ๊กแกลายเสือดาวนี้มีนิสัยที่เชื่องมาก ไม่ก้าวร้าว ค่อนข้างรักสันโดษ เลี้ยงง่าย ให้หนอนนกเป็นอาหาร ใช้เป็นกล่องพลาสติกเจาะรูระบายอากาศก็เลี้ยงได้แล้ว และไม่ต้องนำไปให้เจอแสงแดดอย่างสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น แต่ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกวันและเปลี่ยนที่รองกรงบ่อย ๆ เพื่อป้องกันน้องติดเชื้อโรคจนอาจป่วยตายได้ โดยโรคที่พบได้มาก จะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่ เช่น การที่มีสิ่งอุดตันในช่องท้อง มักจะเป็นทราย หิน และวัสดุปูรองกรง เพราะบางทีน้องกินอาหารที่พื้นแล้วก็จะมีเศษพวกนี้ติดเข้าปากไปด้วย ทำให้ไปอุดตันทางเดินอาหาร หรือถ้าโชคไม่ดีก็ทำให้ติดเชื้อในช่องท้องได้ วิธีสังเกตว่ามีการติดเชื้อในช่องท้องคือการที่อึมีสีที่เปลี่ยนไป อาจเป็นสีเขียวหรือสีที่แปลกจากเดิม รวมไปถึงพยาธิด้วย ควรถ่ายพยาธิปีละครั้ง

ตุ๊กแกสายพันธุ์นี้จะออกหากินตอนกลางคืน ทำให้ผู้เลี้ยงที่ต้องทำงานตอนกลางวันมีเวลามาดูแลและเล่นกับน้องได้ โดยมีแบ่งเป็นสายพันธุ์หลัก ๆ 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ธรรมดา เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาว 8-9 นิ้ว มีน้ำหนักอยู่ที่ 80 กรัม ส่วนสายพันธุ์ Giant จะมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมาโดยมีขนาดโตเต็มที่ยาว 11-12 นิ้ว และมีน้ำหนัก 100 กรัมขึ้นไปเลยทีเดียว

เสน่ห์ของเจ้าตุ๊กแกสายพันธุ์นี้คือสีสันของเขานั่นเอง ที่มีให้เลือกมากมาย ทั้งสีส้ม สีเหลือง สีเหลืองลายจุดดำและสีอื่น ๆ อีกมากมาย และอีกอย่างคือการพัฒนาสีสันและลวดลายบนตัวตุ๊กแกที่สามารถนำไปผสมเพื่อให้ได้ความแปลกใหม่ในอนาคต

7. ตุ๊กแกลายเสือดาว (Leopard gecko) 02

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 900 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

8. กบฮอร์นฟร็อกส์ (Horned Frogs)

8. กบฮอร์นฟร็อกส์ (Horned Frogs)

มาถึงคิวของสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกกันบ้าง กบชนิดนี้สามารถเรียกได้อีกหลายชื่อทั้ง กบฮอร์นฟร็อกส์, กบปากกว้างอาเจนตินาหรือ กบแพ็คแมน (Pacman) ถึงแม้ลำตัวจะดูมีสีสันสวยงามไม่เหมือนกบบ้าน ๆ ทั่วไป ทำให้หลายคนก็เลยเอะใจว่าจะมีพิษหรือเปล่านะ ขอบอกก่อนเลยว่าน้องไม่มีพิษแน่นอน สามารถจับเล่นได้กบชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทวีปอเมริกาใต้ พบมากที่สุดบริเวณทุ่งหญ้าของประเทศอาร์เจนตินา บราซิลและอุรุกวัย

ซึ่งชื่อกบปากกว้างอาร์เจนตินานั้นได้มาจากการที่น้องเป็นจอมเขมือบนั่นเอง เมื่อมีอะไรที่เคลื่อนที่ไปใกล้ปากของน้อง น้องก็จะอ้าปากกว้างฮุบสิ่งนั้นไว้และเขมือบลงท้อง ทั้ง มด แมลง หนอน รวมถึงกบตัวอื่นด้วย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตามแต่น้องก็จะอ้าปากกว้างและเขมือบสิ่งนั้นเข้าท้องในที่สุด ดังนั้นโรคประจำตัวที่พบได้บ่อยของกบฮอร์นฟร็อกส์เลยก็คือโรคท้องอืดที่เกิดจากความตะกละของเขานั่นเอง

ลักษณะของกบฮอร์นฟร็อกส์นี้จะมีเขาเล็ก ๆ อยู่ตรงเปลือกตา ทำให้หลายคนเรียกน้องว่า ฮอร์นฟร็อกส์ (Horn=เขา) นั่นเอง กบสายพันธุ์นี้มีผิวขรุขระตะปุ่มตะป่ำคล้ายคางคกอยู่ทั่วตัว บริเวณลำตัวมีความอ้วนและมีช่วงปากกว้าง เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวอยู่ที่ 10-20 ซม. เป็นสัตว์ที่ไม่กระโดด ถ้าจะเคลื่อนที่เขาจะค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ เป็นกบที่ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่ง มีปีนป่ายบ้าง แต่โดยปกติแล้วชอบอยู่นิ่ง ๆ มากกว่า เรียกว่าเป็นกบที่เมื่อได้เลี้ยงก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าได้เลี้ยงเท่าไหร่ เพราะน้องชอบอยู่เฉย ๆ

สำหรับสายมูเตลูหรือสายฮวงจุ้ยก็สามารถเลี้ยงน้องได้เช่นกัน โดยใช้ตู้ปลาและเลี้ยงกบชนิดนี้แทนการเลี้ยงปลาที่ยุ่งยาก ทั้งต้องมาดูแล ให้อาหาร ค่าไฟออกซิเจน ไหนจะต้องทำความสะอาดบ่อย ๆ อีก แต่สำหรับกบชนิดนี้แล้วถือว่าไม่ต้องดูแลอะไรเยอะ เพียงให้อาหารอาทิตย์ละครั้ง ทำความสะอาดบ้างก็เพียงพอแล้ว และที่สำคัญทนต่ออากาศร้อนได้ดี มีความอดทนสูง สามารถอยู่ในที่คับแคบได้และไม่จำเป็นต้องหาเพื่อนให้เพราะกบเป็นสัตว์รักสันโดษ

8. กบฮอร์นฟร็อกส์ (Horned Frogs) 02

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 300 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

9. ชินชิล่า

9. ชินชิล่า

สัตว์เลี้ยงแสนน่ารัก ที่ได้ชื่อว่ามีขนนุ่มนิ่มที่สุดในโลก ดูหน้าตาของน้องนั้นจะเหมือนกระต่ายก็ไม่ใช่จะเหมือนหนูก็ไม่เชิง เหมือนสัตว์สองอย่างที่มีสปีชี่ผสมกันอยื่ คนที่ไม่เคยเห็นไม่เห็นครั้งแรกอาจจะสงสัยว่าน้องนี่มันตัวอะไรกันแน่นะ จนในปัจจุบันนี้ชินชิล่าได้รับความนิยมมากขึ้นส่วนใครที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยง Exotic หน้าตาแปลกๆ และน่ารักแบบนี้มาเลี้ยง ก็ลองมาทำความรู้จักที่มาของน้องกัน

ชินชิล่าเป็นสัตว์ตระกูลฟันแท้ที่มาจากเทือกเขาแอนดิสทางตอนเหนือของประเทศชิลีด้วยความที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูของน้องนั้นทำให้น้องถูกนิยมนำไปเลี้ยง ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แล้วก็เกือบจะสูญพันธุ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่เดชะบุญได้มีวิศวกรเหมืองแร่อเมริกากำลังจะกลับบ้านแต่เค้าทำงานอยู่ในประเทศชิลี เขานั้นได้ขออนุญาตนำชินชิล่ากลับมาที่อเมริกาโดยเขาได้นำกลับมาทั้งหมด 11 ตัว ในปัจจุบันชินชีล่าทั้งหมดที่มีในอเมริกาก็คือลูกหลานของเจ้าชินชิล่าทั้งหมด 11 ตัวของวิศวกรผู้นี้นี่เอง

นิสัยของน้องนั้นค่อนข้างจะเป็นสัตว์ที่รักสงบมีความขี้สงสัยชอบสำรวจไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วยความที่น้องเป็นสัตว์ฟันแทะก็จะชอบเผลอทำข้าวของเสียหายหากเจ้าของไม่เลี้ยงน้องไว้เป็นที่เป็นทาง ตอนกลางวันน้องจะหลับตอนกลางคืนน้องจะตื่นซึ่งเวลาของน้องจะตรงกันข้ามกับมนุษย์นั่นเอง

ลักษณะของชินชิล่าจะมีขาหลังที่สั้นปุ๊กปิ๊ก แต่ขาหน้ายาวคล้ายๆ กับหนูผสมกระต่าย น้องสามารถกระโดดได้ถึง 5 ฟุต มีหูที่สั้นและมีรูปทรงกลมมากกว่ากระต่าย ดวงตากลมมีสีดำหางมีลักษณะคล้ายกระลอก ขนาดตัวของน้องอยู่ที่นี่ประมาณ 23 ถึง 38 เซนติเมตรอายุของน้องเฉลี่ยอยู่ได้ ประมาณ 10 ปี ในเรื่องของอาหารการกินชินชิล่าชอบทานอาหารที่ทำมาจากย่าทิโมธี หญ้าอัลฟาฟ่า หญ้าเฮย์ ส่วนขนมก็ทานได้จะเป็นพวกลูกเกดผลไม้อบแห้งเมล็ดเอาม่อนที่ไม่ใส่เครื่องปรุงใดใดทั้งสิ้น โดยต้องระวังอยู่อย่างหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงผักและผลไม้สด เพราะเป็นสาเหตุให้น้องป่วยตายได้เลย ในส่วนของอุปกรณ์การเลี้ยงไม่ควรใช้กรงที่เป็นพื้นเป็นตะแกรงเพราะจะทำให้สัตว์บาดเจ็บได้ ขนาดของกรงต้องไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ภาชนะใส่อาหารแนะนำให้ใช้เป็นเซรามิก ขวดน้ำสามารถใช้ขวดน้ำประเภทเดียวกับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กแบบติดกรงได้ บ้านหนองมีนิสัยชอบอยู่ตามโพรงและที่มืดๆ ส่วนสำคัญที่สุดคือทรายอาบน้ำ ชินชิล่าจำเป็นต้องใช้ทรายอาบน้ำที่เป็นขี้เถ้าภูเขาไฟเท่านั้น เพราะทรายชนิดนี้มีความละเอียดเหมาะสมกับชั้นขนที่มีความละเอียดของน้อง

9. ชินชิล่า 02

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 7,000 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

10. บุชเบบี้

10. บุชเบบี้

บุชเบบี้ แม้หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นกันนักว่าน้องคือตัวอะไร? แต่ถ้าได้เห็นรูปก็คงจะร้องอ๋อกันเลยทีเดียว เพราะบุชเบบี้มีลักษณะคล้ายกับนางอายมาก บุชเบบี้เป็นสัตว์กลางคืน สัตว์ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปแอฟริกา มีจุดเด่นอยู่ที่ดวงตากลมโต โดยถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการมองเห็นตอนกลางคืนได้ดีกว่าตอนกลางวัน มีใบหน้าสั้น หัวกลม ขนหนานุ่มแน่นละเอียด ใบหูมีขนาดใหญ่ใช้ฟังเสียงศัตรูได้ดี มีขาที่ยาวมากเวลายืดตัวหรือกระโดด ข้อดีของบุชเบบี้คือไม่มีกลิ่นตัวหรือกลิ่นสาปเลย ส่วนขนาดตัวยาว 14-17 เซนติเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 160-255 กรัม โดยที่ตัวผู้จะมีขนาดที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่า เทียบง่าย ๆ ตัวโตสุดก็เท่า ๆ กับปั้นคนเรานี่เอง อายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปี ซึ่งถือว่านานมาก ๆ 

เนื่องจากน้องเป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน ในช่วงที่เริ่มเย็นหรือค่ำ ๆ น้องก็จะตื่น แต่ถ้าเป็นช่วงกลางวันก็จะนอนยาว ถ้าน้องตื่นหรือมีอะไรเผลอไปปลุกเข้า น้องก็จะตื่นมาแบบตาปรือ ๆ งง ๆ บางทีก็ตื่นแล้วนะ แต่ตาลืมไม่ขึ้น (หน้าตาน้องตอนง่วง ๆ เพิ่งตื่นนี่ก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากผู้เลี้ยงได้เหมือนกัน) แต่เราก็สามารถปรับเวลานอนให้เป็นกลางคืนและตื่นตอนกลางวันได้ โดยค่อย ๆ ปรับทีละนิดอย่าปรับเลยทันที

10. บุชเบบี้ 02

เรื่องพื้นที่ในการเลี้ยงควรมีกรงที่ขนาดใหญ่มากพอให้เขาได้สามารถกระโดดและเคลื่อนไหวได้สะดวก เนื่องจากตามธรรมชาติแล้วจะใช้การเคลื่อนที่โดยการกระโดด เห็นหน้าตาอย่างนี้แต่เคลื่อนไหวได้ว่องไวมาก ชนิดที่ว่าเร็วจนจับแมลงเม่าในอากาศได้ด้วยมือสองข้างเลยทีเดียว ส่วนโรคที่ต้องระวังจะเป็นโรคหวัด ท้องเสียและฮีทสโตรก อาหารการกินก็เป็นแมลงชนิดต่าง ๆ ตั๊กแตน หนอนนก ผักและผลไม้ และสาเหตุที่ราคาค่าตัวน้องค่อนข้างแพงนั้นเป็นเพราะปีนึงจะผสมพันธุ์และคลอดลูกได้แค่ไม่กี่ตัวต่อปี

ราคาเริ่มต้น : ตัวละ 40,000 บาทขึ้นไป ยิ่งสีสวย ฟอร์มดีจะยิ่งมีราคาแพง

กฎหมายของการเลี้ยงสัตว์พิเศษบางชนิด

ถ้าจะหาสัตว์แปลกเหล่านี้มาเลี้ยงเราก็ต้องศึกษากฎหมายกันก่อน เพราะบางชนิด บางพันธุ์นั้นหากจะนำมาเลี้ยง เพาะพันธุ์หรือการเลี้ยงเพื่อแสวงหาประโยชน์ก็จะผิดกฎหมายได้ โดยมีกฎกระทรวงได้กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์คุ้มครอง (ปี พศ. 2546) ตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พศ. 2535 มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 100,000 บาท และมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี แล้วแต่รูปแบบความผิด จะมีสัตว์ประเภทไหนที่ห้ามเลี้ยงบ้างมาดูกันเลย

สัตว์ป่าสงวน – เป็นสัตว์ป่าหายาก ในปัจจุบันมี 19 ชนิด นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร, แรด, กระซู่, กูปรี, ควายป่า, ละมั่ง, สมัน, เลียงผา, กวางผา, นกแต้วแร้วท้องดำ, นกกระเรียน, แมวลายหินอ่อน, สมเสร็จ, เก้งหม้อ, พะยูน, วาฬบรูด้า, วาฬโอมูระ, เต่ามะเฟือง, ฉลามวาฬ

สัตว์ป่าคุ้มครอง – คือสัตว์ที่หายากจนใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว จึงต้องออกกฎหมายป้องกันไว้นั่นเอง แยกออกมาเป็น 7 ประเภท ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 201 ชนิด, นก(สัตว์ปีก) 952 ชนิด, สัตว์เลื้อยคลาน 91 ชนิด, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 12 ชนิด, ปลา 14 ชนิด, แมลง 13 ชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีก 12 ขนิด

ยกตัวอย่าง เช่น ตัวนาก เห็นมีคลิปโชว์ความน่ารักกันแพร่หลายบนโซเชี่ยลอย่างนี้ แต่ถ้าจะเลี้ยงก็ผิดกฎหมายนะ ในกรณีที่ลักลอบเลี้ยงจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี และปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่สำคัญโดนยึดน้องไปเลย และไม่ใช่แค่ตัวนากเท่านั้น ยังมีสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่สามารถเลี้ยงได้หรือเลี้ยงได้แต่อยู่ในขอบเขตที่จำกัดรวมไปถึงต้องขออนุญาตก่อนด้วย แต่ถ้าในกรณีเป็นบุคคลธรรมดานั้นเรื่องการขออนุญาตเลี้ยงก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่ใบอนุญาตเลี้ยงนั้นจะออกให้กับสวนสัตว์หรือใช้ในการวิจัยเท่านั้น

และนี่คือ 10 อันดับสัตว์แปลก ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด ใครที่กำลังมองหาสัตว์แปลกมาเลี้ยงไว้ ขอแนะนำให้ศึกษาข้อมูลดีๆนะคะ ว่าแต่ละตัวต้องการการดูแลแบบไหน สภาพอากาศ พื้นที่ อาหารการกินรวมไปถึงลักษณะนิสัยของเขาว่าเป็นอย่างไร และที่สำคัญควรเช็คดี ๆ ว่าสัตว์ชนิดนั้นสามารถเลี้ยงได้หรือไม่ ถ้าเลี้ยงได้จะเลี้ยงสายพันธุ์ใดได้บ้าง เนื่องจากอาจจะผิดกฎหมาย พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พศ. 2535 ได้ แต่ที่แน่ ๆ ทั้ง 10 ชนิดที่เราได้เลือกมาในบทความนี้สามารถเลี้ยงได้อย่างถูกกฎหมายแน่นอนค่ะ

ข้อมูลเครดิต : thaiwildlife.info, tailybuddy.com,

สมัครบาคาร่าไม่มีขั้นต่ำ

Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย