ทำความรู้จักวิธีดูแลรักษาเบื้องต้นของโรคที่พบได้บ่อยในกระต่าย

กระต่าย

สารบัญ

กระต่ายก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างสุนัขและแมวที่สามารถเจ็บ ป่วยได้เช่นกัน ซึ่งโรคที่สามารถเป็นได้ก็มีหลากหลายในกระต่าย แต่ด้วยธรรมชาติของกระต่ายที่ชอบปกปิดความเจ็บป่วยของตัวเองทำให้หลายต่อหลายคนบอกว่าเลี้ยงกระต่ายนั้นยาก แต่จริงๆ การเลี้ยงกระต่ายก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นหากผู้เลี้ยงเอาใจใส่ และตรวจเช็กสุขภาพของเจ้ากระต่ายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อป่วนก็จะสามารถสังเกตได้จากหลายอาการเพียงแต่กับกระต่าย ผู้เลี้ยงต้องค่อยสังเกตอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นวันนี้ผมจึงได้อยากจะแนะนำให้คนรักกระต่ายทุกท่านได้ทำความรู้จักวิธีดูแลรักษาเบื้องต้นของโรคที่พบได้บ่อยในกระต่าย ซึ่งผมจะพูดถึงโรคนั้น อาการที่เราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง และการรักษาเบื้องต้นที่เราสามารถดูแลก่อนจะนำไปหาหมอ ซึ่งหากเรามีความรู้ในเรื่องนี้ไว้ก็จะทำให้เราสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของกระต่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เราไปดูกันดีกว่าครับว่ามีโรคอะไรบ้าง

1. โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

ที่อาจเกิดได้เมื่อจากอาการช็อกเนื่องจากกระต่ายอยู่ในห้องหรือสถานที่ที่มีอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ซึ่งจะสามารถเกิดได้มากในช่วงอากาศร้อนหรือฤดูร้อน

1. โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke)

อาการที่สามารถสังเกตได้: กระต่ายจะเริ่มหายใจถี่ผิดปกติ เริ่มหมดแรง จากนั้นในช่วงเริ่มจะมีน้ำออกจากทางปากและจมูก หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีอาการชักซึ่งหากเจ้าของไม่ทันสังเกตเห็นกระต่ายก็จะตายในทันทีโดยที่เจ้าของไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งการที่น้ำไหลออกมานี้ก็เกิดมาจากที่เวลาที่มีอากาศร้อนจัด กระต่ายจะคายน้ำออกมาซึ่งจะเห็นได้ว่าออกมาจากทางจมูกและปาก และเมื่อคายน้ำออกมามากเกินไปโดยที่ไม่ได้กินน้ำเลย ก็ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำทำให้อวัยวะภายในต้องดึงน้ำออกมาจากทุกส่วนที่มีน้ำซึ่งรวมไปถึงลำไส้ และมันจะทำให้ลำไส้หยุดทำงานและตายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

การรักษาเบื้องต้น: ผู้เลี้ยงจะต้องทำการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน ด้วยการนำกระต่ายย้ายไปในที่ที่มีอากาศเย็นหรือสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเย็นห่อตัวกระต่ายเอวไว้เพื่อเป็นการระบายความร้อน นอกจากที่จะห่อตัวแล้วยังสามารถเอาผ้าเย็นเช็ดหรือประคบที่หูด้วยก็ได้เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ที่จะระบายความร้อนผ่านทางเส้นเลือดฝอยที่ใบหู แต่ก็ควรระวังไม่ให้กระต่ายเย็นลงเร็วเกินไปเนื่องจากก็จะสามารถทำให้มีอาการช็อกได้เช่นกัน และเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดลงแล้วให้พาไปพบแพทย์ทันที

การป้องกัน: หากวันไหนที่สังเกตว่าอากาศจะร้อนแน่ๆ ให้ผู้เลี้ยงเอาน้ำแข็งหรือของที่เย็นๆ ไปวางไว้ในกรง เช่น ถุงหรือขวดน้ำแข็ง หรืออาจจะป้องกันด้วยการเปิดพัดลมเพื่อให้อากาศถ่ายเทในช่วงกลางวันก็ได้เช่นกัน

2. เรื้อนที่เกิดจากไรและเชื้อรา

ก็สามารถพบได้บ่อยในกระต่ายเช่นกัน

2. เรื้อนที่เกิดจากไรและเชื้อรา

อาการที่สามารถสังเกตได้: บนผิวหนัง จมูก ใบหู และง่ามนิ้วของกระต่ายจะพบว่ามีสะเก็ดหรือก้อนสีขาวๆ อยู่

การรักษาเบื้องต้น: เมื่อพบสิ่งที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้วผู้เลี้ยงจะต้องแยกกระต่ายที่เป็นออกจากตัวอื่นและพาไปพบแพทย์ทันที และไม่ควรหายาหยอดกำจัดเห็บหมัดสำหรับสุนัขมาหยอดเด็ดขาด โดยเฉพาะยาหยดเห็บหมัดหมาที่ชื่อว่า Fipronil ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสัตว์เลี้ยง แต่ห้ามใช้ยานี้กับกระต่ายเด็ดขาดเนื่องจากยาชนิดนี้เป็นพิษต่อตับของกระต่าย สามารถทำลายระบบประสาทซึ่งอาจส่งผมให้กระต่ายมีอาการชักกระตุก เกร็งและสามารถเสียชีวิตได้ทันที

การป้องกัน: ผู้เลี้ยงควรตรวจเช็กหูกระต่ายเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยสามารถใช้โลชั่นสำหรับทำความสะอาดช่องหูกระต่ายโดยเฉพาะที่หาซื้อได้ตามสัตว์เล็กและร้ายสัตว์เลี้ยงทั่วไปก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์ของกระต่ายอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค

3. โรคท้องเสีย

สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นการกินผลไม้ที่ไม่มีน้ำ แต่มีแป้ง มียาฆ่าแมลงมากเกินไป หรือการปรับตัวกับอาหารใหม่ไม่ทัน เป็นต้น

3. โรคท้องเสีย

อาการที่สามารถสังเกตได้: ผู้เลี้ยงสามารถดูการท้องเสียได้จากดูอึของกระต่าย หากถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดก็สามารถบอกได้ว่าท้องเสีย

การรักษาเบื้องต้น: ต้องพากระต่ายไปพบแพทย์ทันทีเนื่องจากหากปล่อยไว้นานกระต่ายอาจมีอาการขาดน้ำซึ่งอาจจะทำให้มีอาการที่แย่กว่าเดิมก็เป็นได้

4. โรคฟันเกหรือฟันยาว

สามารถพบได้มากในกระต่ายพันธุ์ผสม ซึ่งควรตรวจดูหันทุกครึ่งเดือนว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ดูว่าฟันยาวไม่สบกันหรือไม่ เนื่องจากฟังของกระต่ายจะยาวขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน แต่ในทุกวันกระต่ายจะต้องกัดหญ้าหรือแทะอาหารกากใยซึ่งสิ่งจะทำให้ฟันค่อยๆ สึกไปเรื่อยๆ ทำให้ฟันมีความยาวที่ปกติ แต่หากพบว่ากระต่ายมีฟันเกหรือฟันยาวที่ส่งผลให้ฟันยาวจนเกินไปซึ่งอาจยาวจนออกมาทิ่มเหงือกจนเหงือกอักเสบ หรือหากเป็นฟันกรามก็จะสามารถทิ่มเส้นประสาทได้ ทำให้กระต่ายที่พบกับปัญหานี้มีน้ำตาไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ

4. โรคฟันเกหรือฟันยาว

อาการที่สามารถสังเกตได้: สาเหตุของโรคนี้เกิดจากที่ฟันไม่สึกตามธรรมชาติที่ควรเป็นจึงทำให้ฟันยาวเรื่อยๆ จนไปทิ่มเข้ากับเหงือกหรือเส้นประสาทที่ส่งผลให้มีน้ำตาไหลตลอดเวลาได้ ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระต่ายมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงควรต้องดูแลและตรวจเช็กความผิดปกติของกระต่ายอย่างสม่ำเสมอ

การรักษาเบื้องต้น: หากพบว่ากระต่ายของเราฟันที่ยาวเกินไปก็สามารถนำไปพบแพทย์ได้ทันทีเพื่อทำการตัดเป็นประจำโดยประมาณเดือนละครั้ง หรือผู้เลี้ยงจะเลือกตัดเองก็ได้แต่จะต้องมีการศึกที่ดีและต้องเป็นกรรไกรที่คมและได้มาตรฐาน แต่หากกระต่ายมีปัญหาที่ฟันกรามยาวทิ่มเหงือก ผู้เลี้ยงควรพากระต่ายไปพบแพทย์ทันที

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการสัตว์เลี้ยงแนวหน้าในประเทศไทย